On Leadership

0
2521

“7 ความเชื่อผิดๆที่ทำให้คุณเป็นผู้นำที่ไม่ประสบความสำเร็จ

1.ทุกเรื่องมีความสำคัญเท่ากัน

  ในแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์และแต่ละเดือน เราทุกคนต่างก็มีรายการสิ่งที่ต้องทำมากมาย ประเด็นอยู่ตรงที่เราต้องตระหนัก ยอมรับและเข้าใจว่า แต่ละสิ่งที่เราต้องทำนั้นมีความสำคัญไม่เท่ากัน และความสำคัญนั้น ไม่ได้วัดจากความชอบหรือไม่ชอบของเรา  มันวัดจากผล​   กระทบที่ตามมาต่อการบรรลุเป้าหมายหลังจากที่เราได้ทำสิ่งนั้น ดังนั้น ผู้นำจึงต้องมีความสามารถในการประเมินว่าสิ่งไหนมีความสำคัญที่สุดและรองลงมาตามลำดับ ทั้งในบทบาทของตัวผู้นำเองและในบทบาทของตัวผู้เล่นต่างๆในทีมงาน โดยต้องแยกรายการสิ่งที่ต้องทำ ออกมาเป็นรายการที่มีผลต่อความสำเร็จให้ได้ และบอกตัวเองตลอดเวลาว่า สิ่งสำคัญที่สุดในบทบาทผู้นำคือการรู้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุด

2.การทำหลายสิ่งพร้อมๆกันเป็นเรื่องที่ดี

    เนื่องจากมีหลายสิ่งเหลือเกินที่เราต้องทำ หรือบางครั้งก็อาจมีโอกาสทางธุรกิจที่น่าทำเข้ามาหาเราพร้อมๆกัน จงจำไว้เสมอว่า ความสำเร็จทุกๆความสำเร็จในยุคนี้ต้องการความเป็นตัวจริงที่มีการจดจ่อ สุภาษิตที่เราคุ้นเคยคือ อย่าจับปลาหลายมือ หรืออย่าเปิดศึกหลายด้านเป็นจริงเสมอ เราจำเป็นต้องทุ่มเทความใส่ใจ ทุ่มเทเวลา ผู้คนและทรัพยากรทางการเงิน เพื่อให้เรื่องที่เราเลือกทำก่อนสามารถกลายเป็นตัวช่วยให้งานอื่นๆเคลื่อนต่อไปได้ ถ้าเราทำหลายสิ่งพร้อมๆกัน ก็จะมีแต่สิ่งที่ทำได้ระดับกลางๆที่ไม่สามารถแข่งขันได้ จนอ่อนล้าในทุกๆด้านและพ่ายแพ้ไปในที่สุด

3.คนเราต้องมีระเบียบวินัยอยู่ตลอดเวลา

เมื่อเราคิดถึงเรื่องวินัย หลายๆคนจะมีความรู้สึกเหมือนกับการกินยาขม แต่แท้ที่จริงแล้ว วินัยเป็นเรื่องจำเป็นในช่วงเริ่มต้นระยะหนึ่งเท่านั้น เพราะระยะต่อไปวินัยจะช่วยสร้างอุปนิสัย เมื่อเรามีอุปนิสัยใหม่แล้ว มันจะกลายเป็นธรรมชาติของเราที่จะไม่รู้สึกฝืนเลย และโดยสถิติของมนุษย์นั้น ช่วงต้องมีวินัยจนสร้างอุปนิสัยใหม่ได้นั้น จะใช้เวลาสร้างอยู่ในช่วง 24-66 วัน เร็วช้าขึ้นกับความยืดหยุ่นของแต่ละคน นั่นหมายถึงว่า การเปลี่ยนแปลงตนเองนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องที่จะต้องคุมตัวเองตลอดไป เป็นแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น

4.พลังใจของเราคงเส้นคงวาตลอดเวลา

  ไม่ว่าเราจะเตรียมความพร้อมทางด้านสภาวะอารมณ์มาขนาดไหน แต่เมื่อเราเจออุปสรรคปัญหา หรือเราใช้ความคิด ใช้ร่างกายในการทำงาน พลังงานทั้งกายและใจของเราจะลดลงตามการใช้งาน เหมือนเชื้อเพลิงรถยนต์หรือแบตเตอรี่สมาร์ทโฟน ดังนั้น เราจึงต้องรู้จักใช้กลวิธีการเติมพลังเข้าไปใหม่ตลอดวัน ด้วยการอ่านข้อความเติมพลัง ฟังคลิปเติมพลังหรือคิดถึงความหมายของสิ่งที่เราทำ และการหาเวลาเบรคสั้นๆ 5 นาทีในทุกๆรอบของการทำงานครบหนึ่งชั่วโมง

5.คนเราควรมีชีวิตที่สมดุล

  ในช่วงชีวิตของคนเรา มีสิ่งที่เราต้องดูแลไปพร้อมๆกันอยู่ 7 ส่วนหลักๆ ได้แก่ส่วนของการงาน ธุรกิจและการเงิน ส่วนของสุขภาพ ส่วนของความสามารถ ส่วนของชีวิตส่วนตัว ส่วนของครอบครัว ส่วนของเพื่อนฝูงและส่วนของการช่วยเหลือสังคม ศิลปะการมีชีวิตอยู่คู่กับการสร้างชีวิตไปด้วยนั้น เราไม่จำเป็นต้องสมดุลทั้ง 7 ด้านในทุกๆช่วงเวลา ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของเราว่าเราจะมุ่งเน้นสร้างส่วนไหนก่อนเพื่อให้เรามีความสามารถในการดูแลส่วนอื่นๆได้ดีขึ้นในภายหลัง

6.ไม่ควรคิดอะไรที่ใหญ่เกินตัว

   มนุษย์เป็นผู้ที่ทำให้โลกใบนี้อยู่ในเกมการแข่งขัน หากเราไม่คิดสู้ ก็ยากที่จะดูแลคุณภาพชีวิตทั้งของตัวเราและคนที่เรารักได้ดี ซึ่งการพัฒนาชีวิตนั้น เริ่มต้นมาจากการมีความคิดที่กล้าคิด และคิดให้ใหญ่อีกด้วย แต่ผู้คนรอบตัวส่วนใหญ่แล้วเป็นคนไม่กล้าคิดใหญ่ เมื่อเราคิดแล้วพูดออกไป ก็มีโอกาสถูกเบรคจากคนสารพัดกลุ่ม จนเราถอยกลับสู่ที่ตั้ง ถึงกับหยุดคิดและหยุดฝันไปเลย

ดังนั้น เราจึงต้องกลับมาตั้งหลักใหม่ ให้เชื่อในความคิดใหญ่ และมีการวางแผนงานรองรับ จากนั้นทำตามแผนเพื่อให้เราเติบโตตามแผนขั้นความสำเร็จที่วางไว้  

7.สไตล์การนำของเราใช้ได้กับทุกคน

ผู้นำที่ดีจะต้องยืดหยุ่นสไตล์ให้เข้ากับกลุ่มคนที่เรานำ การนำคนนั้น ต้องไม่มองทุกคนเป็นตะปูแล้วเราถือฆ้อนไปตอกอย่างเดียว เพราะคนที่เรานำมีอยู่ 4 ประเภทด้วยกัน มีตั้งแต่คนที่ชอบควบคุม ถ้าเขาเก่งพอ เราก็ไม่ต้องเข้าไปควบคุม ส่วนคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ เราก็เพิ่มความมีอิสระให้มากขึ้น คนที่เป็นนักวิเคราะห์ เราก็ปรับจังหวะให้เหมาะสม อย่าให้เขาช้าเกินไป และเราก็ไม่เร่งเขาจนเร็วเกินไป หรือกลุ่มคนที่พร้อมสนับสนุนองค์กร สนับสนุนทีม เราต้องรีบมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่พวกเขาทำให้เร็วที่สุด

นี่คือ 7 ความเชื่อผิดๆที่ผู้นำยุคใหม่ต้องเข้าใจ และเชื่อในมุมตรงกันข้าม ผมเชื่อมั่นว่า เราจะเป็นผู้นำที่ไม่เพียงยกระดับทีม ระดับองค์กร แต่ยังช่วยกันพัฒนาประเทศของเราได้ด้วยครับ