มั่นคงฯ แจงธุรกิจ Service & Recurring Income ปี’ 63 โตต่อเนื่อง สร้างรายได้กว่า 500 ลบ. และมีอัตราการเช่ามากกว่า 85% รุกหนักธุรกิจ Wellness ส่ง RAKxa เจาะตลาดไทยเพิ่ม พร้อมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ

0
80

บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) หรือ MK ประกาศผลการดำเนินงานปี 2563 สร้างรายได้รวมที่ 3,056.93 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นรายได้เพื่อขายที่อยู่อาศัยที่ 2,530.40 ล้านบาท, ธุรกิจเพื่อเช่าและ การบริการ (Service & Recurring Income) ที่ 523.48 ล้านบาท แจงปีที่ผ่านมาสามารถเพิ่มจำนวนอัตราการเช่า (Occupancy rate) มากกว่า 85% อีกทั้งมีการจัดตั้งกองทรัสต์ พรอสเพค โลจิสติกส์และ อินดัสเทรียล (PROSPECT) เป็นผลสำเร็จ กางแผนปี 2564 เตรียมเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่เพิ่ม 3 โครงการ มูลค่ารวม 2,347 ล้านบาท และขยายพื้นที่ “บางกอกฟรีเทรดโซน” เพิ่มอีก 2 แห่ง จำนวน 120,000 ตร.ม. พร้อมส่งโครงการ “รักษ” (RAKxa) ศูนย์บูรณาการสุขภาพและการแพทย์แบบองค์รวม ลุยตลาดธุรกิจสุขภาพ (Wellness) ในประเทศเพิ่ม มั่นใจสิ้นปียังคงสร้างสัดส่วนรายได้ให้เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ตามยุทธศาสตร์พัฒนาธุรกิจเพื่อความยั่งยืน (Sustainability Development Roadmap) 

นายวรสิทธิ์ โภคาชัยพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) (Mr. Vorasit Pokachaiyapat Chief Executive Officer of M.K. Real Estate Development Public Company Limited) หรือ MK บริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย เพื่อเช่าและเพื่อการบริการ เผยถึงผลประกอบการ  ปี 2563 (สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563) ว่า บริษัทและบริษัทย่อยมีผลการดำเนินงานจำนวน 3,056.93 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย (Real Estate) จำนวน 2,530.40 ล้านบาท   หากพิจารณาเฉพาะรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาลดลงเพียง 6.37% ในส่วนรายได้จากธุรกิจเพื่อเช่าและบริการ (Service & Recurring Income) จำนวน 523.48 ล้านบาท โดยเฉพาะรายได้จากโครงการ “บางกอกฟรีเทรดโซน” (Bangkok Free Trade Zone (BFTZ) ซึ่งหากคิดรวมพื้นที่ที่ขายเข้ากองทรัสต์อีก 130,000 ตร.ม. จะส่งผลให้รายได้ฝั่ง Service & Recurring Income มีอัตราเติบโตมากกว่า 20% เมื่อเทียบกับปี 2562 เมื่อรวมกับโครงการ “พาร์ค คอร์ท สุขุมวิท 77(Park Court Sukhumvit 77) ที่แม้จะอยู่ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID19 ยังสามารถสร้างรายได้จำนวน 374.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น  33.08 ล้านบาท หรือคิดเป็น 9.7% และมีอัตราการเช่า (Occupancy rate) มากกว่า 85% สำหรับ “กองทรัสต์  พรอสเพค โลจิสติกส์และอินดัสเทรียล” (PROSPECT) ได้มีการจัดตั้งเป็นผลสำเร็จ มูลค่ารวม 3,700 ล้านบาท ในขณะที่โครงการ “รักษ” (RAKxa) ศูนย์บูรณาการสุขภาพและการแพทย์แบบองค์รวม หลังเปิดบริการเพียง 2 เดือน  มีค่าสมาชิกกว่า 40 ล้านบาท 

ในปีที่ผ่านมานับเป็นปีที่มีความท้าทายเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยปัจจัยลบต่างๆ โดยเฉพาะสถานการณ์ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่ส่งกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมเป็นวงกว้างไปทั่วโลก สำหรับ มั่นคงฯ  แม้ในส่วนธุรกิจฝั่งเพื่อขายจะมีอัตราการเติบโตที่ลดลง แต่ฝั่งธุรกิจเพื่อเช่าและบริการยังคงมีการเติบโต อย่างต่อเนื่อง ยิ่งนับเป็นการตอกย้ำถึงกลยุทธ์การดำเนินแผนธุรกิจเพื่อกระจายรายได้และลดความเสี่ยง ซึ่งบริษัทฯ มองว่ามาถูกทางแล้ว โดยมีรายได้ 374.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.08 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2562 ที่มีรายได้อยู่ที่ 341.19 ล้านบาท หรือคิดเป็น 9.7% และมีอัตราการเช่า (Occupancy rate) มากกว่า 85% ที่สำคัญคือบริษัทย่อย “พรอสเพค ดีเวลลอปเมนท์” ได้ขายทรัพย์สินบางส่วนของ “บางกอกฟรีเทรดโซน” จำนวนกว่า 130,000 ตารางเมตร คิดเป็น 45% ของโครงการทั้งหมดเข้าทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ (REIT) จำนวน 1,953.10 ล้านบาท มีกำไรจากการขายเป็นจำนวน 263.30 ล้านบาท นอกจากนี้ “พรอสเพคฯ” ยังคงเป็นผู้ถือหุ้น 100% ใน “บริษัท พรอสเพค รีท แมเนจเมนท์ จำกัด” จึงส่งผลให้มีรายได้จากการบริหารทรัพย์สินของกองทรัสต์นี้อีกด้วย”

นายวรสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า “ส่วนโครงการ “รักษ” ศูนย์บูรณาการสุขภาพและการแพทย์แบบองค์รวม ซึ่งเป็นความร่วมมือครั้งยิ่งใหญ่ระหว่าง มั่นคงฯ, บำรุงราษฎร์ และ ไมเนอร์ฯ แม้จะมีความล่าช้าในการเปิดตัวจากวิกฤตดังกล่าว แต่บริษัทฯ กลับมีความมั่นใจในธุรกิจนี้ เนื่องจากผู้บริโภคต่างหันกลับมาให้ความสนใจการดูแลสุขภาพกันมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นธุรกิจที่สอดคล้องกับแผนแนวทางยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศไทย (พ.ศ.2560-2569) เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็น Medical Hub และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือ Medical and Wellness Tourism โดยหลังจากที่เปิดให้บริการเพียง 2 เดือนได้รับผลตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าภายในประเทศ มีค่าสมาชิกกว่า 40 ล้านบาท นับเป็นสัญญาณที่ดีในการวางแผนการตลาดต่อไป”

ทั้งนี้ นายวรสิทธิ์ กล่าวย้ำว่า “ที่ผ่านมากลุ่มบริษัทมีสัดส่วนกำไรขั้นต้นจากธุรกิจที่มีรายได้ที่สม่ำเสมอและรายได้จากการให้บริการต่อรายได้จากการดำเนินการในทุกธุรกิจ (ไม่นับรวมรายได้จากการขายที่ดินเปล่า)​ ณ สิ้นปี 2563 คิดเป็น 29.4% เพิ่มขึ้น 4.5% จากสิ้นปี 2558 ที่สำคัญยังคงรักษาสภาพคล่อง เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ โดยในปี 2563 สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายให้ลดลง 107.39 ล้านบาท คิดเป็น 10.62%”  

สำหรับแผนการดำเนินงานปี 2564 บมจ.มั่นคงเคหะการ เตรียมเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่จำนวน 3 โครงการ มูลค่ารวม 2,347 ล้านบาท ยังเน้นการชูจุดเด่นด้านทำเล รวมถึงแนวคิดภายใต้คอนเซ็ปต์ “สุขภาวะที่ดี” Wellbeing) ที่มุ่งพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและรสนิยมของผู้บริโภคมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นด้านการออกแบบดีไซน์ ฟังก์ชั่น สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ภายในโครงการ ในส่วนของ “พรอสเพค ดีเวลลอปเมนท์” ผู้พัฒนาโครงการบาง “บางกอกฟรีเทรดโซน” บนถนนบางนาตราด กม.23 จะก่อสร้างแล้วเสร็จเต็มพื้นที่ในไตรมาส 2 ของปี 2564 และมีแผนขยายโครงการเพิ่มอีก 2 โครงการ บนทำเล ถนนเทพารักษ์ และถนนบางนา-ตราด กม.19 ซึ่งอยู่ในระหว่างการพัฒนา โดยจะมีพื้นที่ให้เช่าเพิ่มขึ้นประมาณ 120,000 ตารางเมตร ด้านโครงการ “รักษ” ที่พร้อมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบแล้ว และยังมีแผนเชิงรุกเน้นสร้างการรับรู้และทำตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งล้วนเป็นกุญแจสำคัญเพื่อสนันสนุนให้รายได้จากการให้เช่าและบริการยังคงมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง 

“จากแผนดังกล่าวที่วางเอาไว้ จะเล็งเห็นได้ว่าบริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นดำเนินงานตามยุทธศาสตร์พัฒนาธุรกิจ เพื่อความยั่งยืน (Sustainability Development Roadmap) คือปรับสัดส่วนกำไรของทั้ง 2 ฝั่งอยู่ที่ 50/50 ภายในปี 2564 นาย​   วรสิทธิ์ กล่าว