เอสซีจี เซรามิกส์ แถลงผลประกอบการไตรมาส 4และผลประกอบการปี 2562

0
126

ผลประกอบการ เอสซีจี เซรามิกส์ ไตรมาส 4 รายได้และกำไรลดลง ขณะที่ภาพรวมปี 2562 กำไรเพิ่มขึ้น 158 ล้านบาท  เร่งแผนงานเสริมความแข็งแกร่งช่องทางขาย จับมือพันธมิตรรุกขยายสาขา คลังเซรามิค แฟมิลีโมเดลใหม่ เพิ่มส่วนแบ่งตลาด

นายนำพล มลิชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายกระเบื้องภายใต้แบรนด์ “คอตโต้” (COTTO) โสสุโก้ (SOSUCO) และ คัมพานา (CAMPANA) เปิดเผยว่างบการเงินรวมก่อนสอบทานของ COTTO ในไตรมาสที่ 4 บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 2,545ล้านบาท ลดลงร้อยละ 6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงร้อยละ 7 จากไตรมาสก่อน โดยมีผลขาดทุน 70 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 207 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงร้อยละ 180 จากไตรมาสก่อน เนื่องจากสถานการณ์ตลาดที่ชะลอตัวลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำในส่วนของแผนการออกจากงานด้วยความเห็นชอบร่วมกันเป็นเงิน 85 ล้านบาท

สำหรับผลประกอบการปี 2562  บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 11,074  ล้านบาท ลดลงจากปี 2561 ร้อยละ 4  โดยมีกำไรสุทธิรวม 168  ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 158 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสำคัญจากต้นทุนการผลิตที่ลดลงตามราคาก๊าซธรรมชาติรวมถึงความสามารถในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ประกอบกับสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านการบริหาร การขายและการตลาดได้ตามเป้าหมาย และมีกำไรจากการขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมหนองแคเพิ่มขึ้นมากกว่าปีก่อน

ในปี 2562 บริษัทฯ มีรายได้จากการส่งออก 1,946 ล้านบาท และรายได้จากการขายในภูมิภาคอาเซียน 1,370 ล้านบาท โดยในไตรมาสที่ 4 ปี 2562  มีรายได้จากการส่งออก 466 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 18 ของยอดขายรวม ลดลงร้อยละ 12จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีปริมาณขายในภูมิภาคอาเซียนคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 17 ของปริมาณขายรวม ลดลงร้อยละ 3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

นายนำพล เปิดเผยว่า ในส่วนของยอดขายตลาดต่างประเทศลดลงจากปีก่อนร้อยละ 23 ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจากผลกระทบที่ยืดเยื้อของสงครามการค้า รวมถึงการแข็งค่าของเงินบาทอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อยอดขายกระเบื้องเซรามิกในทุกพื้นที่  โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศอื่น ๆ ที่นอกเหนือจาก กัมพูชา ลาว และ พม่า

ด้านสถานการณ์ตลาดเซรามิกในประเทศไตรมาสที่ผ่านมา ไม่มีการเติบโตและติดลบเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยลบอย่างต่อเนื่อง จากสถานการณ์เศรษฐกิจของไทยและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัว ประกอบกับความกังวลใจเรื่องภัยแล้ง    อย่างไรก็ตา ในภาพรวมของปี 2562 จากการที่รัฐบาลเร่งดำเนินโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economy Corridor หรือ EEC) ตลอดจนมาตรการต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นตลาด และการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหลังเกิดภาวะน้ำท่วม ทำให้ในไตรมาสที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายกระเบื้องเซรามิกในประเทศใกล้คียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน  

นายนำพล กล่าวเสริมว่า จากมาตรการของภาครัฐที่มุ่งเน้นช่วยผู้ประกอบการในภาคอสังหาริมทรัพย์ และสนับสนุนผู้มีรายได้น้อยให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง อาทิ การลดค่าธรรมเนียมการโอนและการจดจำนองเหลือ 0.01% มาตรการสินเชื่อ 5 หมื่นล้านบาทของธนาคารอาคารสงเคราะห์สำหรับบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท การคิดอัตราดอกเบี้ยพิเศษคงที่ 2.5% ใน 3 ปีแรก และการผ่อนปรนมาตรการ Loan to Value (LTV) ถือว่าเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง  เชื่อว่าจะมีส่วนช่วยในการกระตุ้นให้เกิดความต้องการใช้สินค้ากระเบื้องเซรามิก บริษัทฯ จึงได้เร่งขยายสาขา “คลังเซรามิค” ร้านค้าปลีกจำหน่ายกระเบื้องเซรามิกสำหรับตลาดระดับกลางลงมา ให้ครอบคลุมพื้นที่มากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า และเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าผ่านช่องทางนี้

ล่าสุด เพื่อให้การขยายสาขาเป็นได้อย่างรวดเร็วตามแผนงานที่ตั้งเป้าหมายจะขยายสาขาให้ได้ถึง 100 สาขา ภายในปี 2023 บริษัทฯ จึงได้พัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ คลังเซรามิค แฟมิลี ซึ่งเป็นการร่วมมือกับผู้แทนจำหน่ายที่มีศักยภาพเปิดสาขา “คลังเซรามิค” ร่วมกัน  เนื่องจากทั้งสองฝ่าย คือ บริษัทและผู้แทนจำหน่ายต่างมีจุดแข็ง คือ บริษัท เป็นผู้ผลิตสินค้าที่ครอบคลุมตลาดทุกระดับในขณะที่ผู้แทนจำหน่ายมีฐานลูกค้าและความสัมพันธ์กับผู้บริโภคในพื้นที่และมีทำเลที่ตั้งของร้านเหมาะสม เมื่อผนึกกำลังกันจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับลูกค้าเพราะ คลังเซรามิคจะอยู่ในพื้นที่เดียวกับร้านผู้แทนจำหน่ายซึ่งเป็นทำเลที่ลูกค้าคุ้นเคยดีอยู่แล้ว สามารถเข้ามาใช้บริการได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้นด้วย

นายนำพล เปิดเผยว่า  ในปีที่ผ่านมา คลังเซรามิค ซึ่งเป็นร้านค้าปลีกกระเบื้องเซรามิกสำหรับตลาดระดับกลางลงมา มียอดขายและการเติบโตเป็นที่น่าพอใจมาก โดยมียอดขายเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา บริษัทฯ จึงต้องการที่จะเร่งขยายสาขาครอบคลุมพื้นที่เป้าหมายให้เร็วขึ้น โดยมองว่ามีโอกาสที่ดี เนื่องจากบริษัทฯ มีพันธมิตรอยู่ในทุกพื้นที่คือ ร้านผู้แทนจำหน่ายที่มีศักยภาพสูง มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญในการขายสินค้าเซรามิกมายาวนาน ที่สำคัญ เป็นที่รู้จักของลูกค้าในพื้นที่ จึงได้มีการพูดคุยนำเสนอแผนธุรกิจและตกลงร่วมมือกันเปิดสาขา“คลังเซรามิค แฟมิลี ในพื้นที่ของร้านผู้แทนจำหน่าย เพื่อเป็นการเร่งขยายเพิ่มจำนวนสาขาให้เร็วขึ้น เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงเราได้สะดวกที่สุดและมั่นใจได้ว่าจะได้รับการบริการที่ดีได้มาตรฐานเดียวกันทุกสาขา ล่าสุดได้ร่วมมือกับผู้แทนจำหน่าย  คือ บริษัท ไถ่เชียงระนอง จำกัด เปิดคลังเซรามิค แฟมิลี สาขาแรกที่จังหวัดระนอง และอยู่ระหว่างการดำเนินการกับ บริษัท ชลบุรีอึ้งย่งล้ง จำกัด และบริษัทนาบอน วัสดุภัณฑ์ จำกัด เพื่อเปิดสาขา “คลังเซรามิค” ภายใต้โมเดลธุรกิจนี้”

ร้านผู้แทนจำหน่าย จะเน้นสินค้าตั้งแต่ระดับกลางขึ้นไปจนถึงระดับบน แล้วเสริมด้วย คลังเซรามิค ที่มีสินค้าตั้งแต่กลุ่มระดับกลางลงมา โมเดลนี้นอกจากจะช่วยเสริมศักยภาพให้กับร้านผู้แทนจำหน่ายแล้ว ที่สำคัญ ผู้บริโภคยังจะได้รับประโยชน์ด้วยเพราะจะมีสินค้ากระเบื้องเซรามิกให้เลือกซื้อหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยมีให้เลือกทุกระดับภายใต้แบรนดที่เราผลิตและนำเข้า จึงนับได้ว่าป็นความร่วมมือที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์ร่วมกัน นายนำพล กล่าวสรุปP