เจนเนอราลี่ กรุ๊ป เผยผลประกอบการปี 2022 กวาดรายได้กว่า 2.49 แสนล้านบาท

0
486

เจนเนอราลี่ กรุ๊ป ประกาศความสำเร็จปี 2022 กวาดรายได้รวมกว่า 2.49 แสนล้านบาท ชี้รายได้หลักมาจากกลุ่มธุรกิจประกันชีวิตและประกันภัยทรัพย์สิน พร้อมเผยแผนการดำเนินธุรกิจ เดินหน้าปรับสมดุลพอร์ตประกันชีวิต เพื่อเพิ่มความสามารถด้านการทำกำไรและการจัดสรรเงินทุนให้มีประสิทธิภาพ รับมือความท้าทายของภาวะเศรษฐกิจโลก และวางแผนการดำเนินธุรกิจอย่างรัดกุม มุ่งให้ประโยชน์ลูกค้าเป็นสำคัญ ด้านเจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ ชู 3 กลยุทธ์ ลุยตลาดเต็มสูบ ตั้งเป้ารายได้กลุ่มประกันชีวิตโต 21% และกลุ่มประกันภัยโต 11%

นาย อาร์ช คอลมิ (Mr. Arsh Kaumi) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทเจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ เปิดเผยในงานประชุมพนักงานประจำปี 2023 (Town Hall) ครั้งแรกภายหลังจากการเข้ารับตำแหน่ง ว่า “ผลประกอบการของเจนเนอราลี่ กรุ๊ป ในปี 2022 ที่ผ่านถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก อันเป็นผลมาจากการดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ Lifetime Partner 24: Driving Growth ที่ขับเคลื่อนองค์กรด้วยวิสัยทัศน์มุ่งสู่การผู้นำระดับโลกด้านการประกันภัยและการบริหารจัดการสินทรัพย์ ประกอบกับภาพรวมของเศรษฐกิจโลกช่วงครึ่งปีหลังที่ผ่านมีการปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น

โดยในปี 2022 เจนเนอราลี่ กรุ๊ป มีรายได้จากผลการดำเนินงานรวม (Operating Result) อยู่ที่ 2.49 แสนล้านบาท (เพิ่มขึ้น 11.2%) ผลกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 1.12 แสนล้านบาท (เพิ่มขึ้น 2.3%) โดยรายได้หลักมาจากประกันชีวิตและการเติบโตของธุรกิจประกันภัยทรัพย์สินและเบ็ดเตล็ด (P&C) คิดเป็นอัตราส่วนรวมอยู่ที่ 93.2% (Combined Ratio +2.4 p.p.) และมีผลกำไรขั้นต้นจากธุรกิจใหม่อยู่ที่ 5.35% (New Business Margin +0.86 p.p.) เบี้ยประกันภัยรับรวม (Gross Written Premium) อยู่ที่ 31.3 แสนล้านบาท (เพิ่มขึ้น1.5%) อีกทั้งยังมีการเติบโตของธุรกิจประกันภัยทรัพย์สินและเบ็ดเตล็ด (P&C) อยู่ที่ 9.8% ซึ่งสัดส่วนที่มากที่สุดมาจากประกันวินาศภัย (Non-Motor) ส่วนกระแสเงินลงทุนไหลเข้าธุรกิจประกันชีวิต (Life Net Inflows) อยู่ที่ 3.34 แสนล้านบาท นอกจากนี้สถานะทางเงินทุนยังคงความแข็งแกร่งด้วยอัตราส่วนการดำรงเงินกองทุน (Solvency Ratio) ที่ 221% และเงินปันผลที่เสนอต่อหุ้นอยู่ที่ 1.16 ยูโร หรือประมาณ 44.52 บาท (เพิ่มขึ้น 8.4%) ภาพรวมผลประกอบการทั้งหมดจึงเป็นการยืนยันว่า เจนเนอราลี่ กรุ๊ป ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างมั่นคง ดูแลกลุ่มลูกค้าและผู้ถือหุ้นเป็นอย่างดี

นาย อาร์ช กล่าวต่อว่า “สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2023 นับว่าเป็นปีที่ท้าทายของสถานการณ์ทางเศรษฐกิจทั่วโลก จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ อัตราดอกเบี้ยที่ส่งผลกระทบในภาคการเงิน หรือภาวะเงินเฟ้อก็ดี แต่ก็แสดงให้ผู้บริโภคได้ตระหนักถึงความสำคัญในการทำประกันภัย เพื่อลดภาระความเสี่ยงจากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนมากยิ่งขึ้น โดยเจนเนอราลี่ กรุ๊ป ได้เตรียมวางแผนการดำเนินธุรกิจอย่างรัดกุม พร้อมใช้กลยุทธ์การปรับความสมดุลในพอร์ตของประกันชีวิต เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไรและจัดสรรเงินทุนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมและลดความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์ด้วยการแนะนำโซลูชันที่หลากหลายมาปรับใช้ในบริการ ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในปัจจุบัน และมุ่งเน้นทำการตลาดผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งแผนกลยุทธ์ทั้งหมดจะยังคงเดินหน้าบนพื้นฐาน Lifetime Partner 24: Driving Growth และกำหนดบทบาทความรับผิดชอบไว้ 4 บทบาท ได้แก่ นักลงทุน พันธมิตร ลูกค้า และพนักงาน
สำหรับ เจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ ยังได้เพิ่มกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ โดยแบ่งออกเป็น 3 แนวทางหลัก คือ การพัฒนาช่องทางการขาย ด้วยการสร้างพันธมิตรในกลุ่มธนาคาร และสถาบันการเงิน มุ่งสร้างธุรกิจตัวแทนให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ขยายฐานลูกค้าของช่องทางดิจิทัล และเดินหน้าขึ้นเป็นผู้นำในส่วนของประกันกลุ่มเพื่อการเติบโต อย่างยั่งยืน ยกระดับการบริการด้วยแนวคิด Customer F.I.R.S.T. ตั้งแต่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าไปจนถึงการมอบบริการที่เพิ่มประสบการณ์ ‘WOW’ หรือความประทับใจที่เหนือกว่าความคาดหวัง และแนวทางสุดท้าย การพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ด้วยการส่งเสริมทักษะ เชิงกลยุทธ์ให้แก่บุคลากร พร้อมจัดเตรียมสภาพแวดล้อมสำหรับการทำงานที่มีประสิทธิภาพ สร้างวัฒนธรรมที่มุ่งเน้นการเป็น Lifetime’s partner รวมถึงการสนับสนุนความหลากหลาย ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วมของบุคลากรในองค์กร ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการเติบโตข้ามสายงานให้แก่ผู้ที่มีความรู้ความสามารถ พร้อมทั้งโอกาสในการทำงานในระดับโลก พร้อมกันนี้ ในส่วนของเจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ ได้ตั้งเป้าอัตราการเติบโตของปี 2023 ในกลุ่มประกันชีวิต 2,130 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 21% และในกลุ่มประกันวินาศภัย 1,845 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 11%”