ซี.พี.แลนด์ ผนึก 10 แบงก์พันธมิตร สร้างปรากฎการณ์ “ซีพีแลนด์ ใครก็กู้ได้” รับกระแสหลังเศรษฐกิจฟื้นกับ 24 โครงการทั่วประเทศ ทำเลดี #พร้อมสิทธิพิเศษ ก่อนปรับราคา

0
1113

ซี.พี.แลนด์ เอาใจคนอยากมีบ้านจับมือแบงก์ชั้นนำ อัดแคมเปญปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ กู้ได้ 110% คาดครึ่งปีหลังเศรษฐกิจคึกคัก ภาพรวมตลาดอสังหาจะเติบโตได้อีก 10% – 15%
25 สิงหาคม 2565, โรงแรมแกรนด์ ฟอร์จูน

นายดำรงศักดิ์ ถุงเงิน รองกรรมการผู้จัดการงานบริหารคอนโดฯและสำนักงานให้เช่า บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND หนึ่งในผู้นำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทย กล่าวถึงแคมเปญ “ซีพีแลนด์ ใครก็กู้ได้” ว่า ซี.พี.แลนด์ ได้รับความร่วมมือจากแบงก์พันธมิตรแถวหน้าของประเทศไทย จำนวน 10ธนาคาร ประกอบด้วย BAY-ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, BBL – ธนาคารกรุงเทพ, GH Bank-ธนาคารอาคารสงเคราะห์, GSB – ธนาคารออมสิน, IBank – ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย, KBank – ธนาคารกสิกรไทย, KKP – ธนาคารเกียรตินาคินภัทร, KTB – ธนาคารกรุงไทย, SCB – ธนาคารไทยพาณิชย์ และ TTB – ธนาคารทหารไทยธนชาติ

ร่วมกันจัดสินเชื่อบ้านพิเศษสุดเอาใจคนอยากมีบ้านได้เลือกทำเลที่ดี พร้อมข้อเสนอพิเศษสุด โดยปัจจุบัน ซี.พี.แลนด์ มี 24 โครงการพร้อมอยู่ทั่วประเทศ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย
1) คอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ 22 โครงการ บนทำเลศักยภาพทั่วประเทศ ติดถนนใหญ่ ใจกลางเมือง เลือกได้ทั้งอยู่อาศัยเองและลงทุนอนาคต ราคาเริ่มต้น 1 – 4 ล้านกว่าบาท
2) บ้านเดี่ยวพร้อมอยู่ – ทัสคานี มีนบุรี ประชาร่วมใจ ใกล้รถไฟฟ้าสายสีส้ม/สีชมพู พร้อมพื้นที่ส่วนกลางขนาด 3 ไร่ – ราคาเริ่มต้น 3.99 ล้านบาท
3) ทาวน์โฮม – ทอสคาน่า ศรีราชา ทาวน์โฮม 3 ชั้น พร้อมเฟอร์นิเจอร์ ติดถนนใหญ่ ใกล้มอเตอร์เวย์ ราคาเริ่มต้น 3.99 ล้านบาท
สำหรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย จะเน้นกลุ่มคนทำงานช่วงต้น-กลาง อายุ 23 – 35 ปี เริ่มสร้างครอบครัว อยากมีบ้านเป็นของตนเอง รวมถึงกลุ่มนักลงทุนต่างๆ ที่ต้องการจับจองบ้าน อสังหาฯก่อนปรับราคา แคมเปญ “ซีพีแลนด์ ใครก็กู้ได้” ถือเป็นโปรโมชั่นครั้งพิเศษสุดในรอบ 10 ปี ที่ไม่ควรพลาด เพราะซี.พี.แลนด์ ได้รวบรวม 10 สถาบันการเงินชั้นนำของประเทศไทย ยกขบวนมาเสนอสิทธิพิเศษในการจับจองบ้านด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ให้ทุกคนมีสิทธิ์เข้าถึงการซื้อบ้านได้ง่ายขึ้น โดยราคาบ้านเริ่มต้นที่ 1 – 5 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในทำเลที่ดี กว่า 2,600 ยูนิตทั่วประเทศ คาดว่ากิจกรรมครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายในระบบเศรษฐกิจได้ถึง 1,500 ล้านบาท ภายในสิ้นปี 2565