สมาคมสถาปนิกสยามฯ ระดมความคิดแบบบูรณาการ “ปรับบ้าน ปรุงเมือง ” รื้อวิธีคิดรับเศรษฐกิจยุคใหม่ 

ข่าวอสังหาริมทรัพย์ หนังสือพิมพ์ออนไลน์

IMG_6127

สมาคมสถาปนิกสยามฯ จัดดินเนอร์ทอล์ค  “ปรับบ้าน ปรุงเมือง … Redefined Habitat” ระดมความคิดมองไทยในอีก 20 ปีข้างหน้าล้อยุทธศาสตร์ชาติ เผยถึงเวลามองแบบบูรณาการ เปิดทางเอกชนพัฒนาควบคู่ ชี้ผังเมืองเก่าล้าสมัย แนะปรับวิธีคิดคนเป็นศูนย์กลางออกแบบเมือง ปรับผังเมืองให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่  พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนรายได้น้อยมีพื้นที่ในเมือง

IMG_6120

สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ บริษัท อัลติเมท พร๊อพเพอร์ตี้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเวทีสัมมนาใหญ่”ASA Real Estate Forum 2018” ภายใต้แนวคิด”ปรับบ้าน ปรุงเมือง” เสริมแก่งผู้ประกอบการ ยกระดับสถาปนิกไทยสู่สากล จัด ดินเนอร์ ทอล์ค “ ASA Real Estate Forum Dinner talk Award 2018”  “ปรับบ้าน ปรุงเมือง … Redefined Habitat” ระดมความคิดมองไทยในวันหน้าอีก20 ปีข้างหน้าล้อยุทธศาสตร์ชาติคิดใหม่บูรณาการเมือง ยึดคนเป็นศูนย์กลาง

IMG_6121

ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ประธานเปิดงาน”ASA Real Estate Forum Dinner talk Award2018” สิ่งที่ต้องการบอกล่าวในเวทีนี้มี 3 เรื่องด้วยกัน ประกอบด้วย 1.ยุทธศาสตร์ขณะนี้ร่างยุทธศาสตร์ชาติ20 ปีได้เสร็จสิ้นแล้ว  อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ในแต่ละภาค โดยมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ นำเนื้อหาที่ได้จากการรับฟังความคิดเห็นไปปรุงแล้วจึงนำเข้าเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ตามด้วยการนำเสนอผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติ จากนั้นจึงทูลเกล้าถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย คาดว่าจะนำมาประกาศใช้ในเดือนสิงหาคมนี้

การมียุทธศาสตร์ชาติเป็นเครื่องยืนยันการยอมรับจากนาชาติ ทำให้หลายองค์กร ได้เข้ามาสร้างความสัมพันธ์กับไทย รวมถึงองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) ซึ่งไทยเคยสมัครเข้าเป็นสมาชิกหลายครั้งในทุกรัฐบาลที่ผ่านมาแต่ไม่ได้รับการตอบรับ ล่าสุด เลขาธิการโออีซีดี เดินทางมาเยือนไทย ได้เชิญให้ไทยเข้าเป็นสมาชิก โออีซีดี ซึ่งเป็นผลมาจากากรมียุทธศาสตร์ชาติที่ชัดเจน

ทั้งนี้การมีร่างยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นตัวที่สะท้อนให้นานาชาติทั่วโลกได้เห็นทิศทางการเดินของประเทศในระยะยาวต่อเนื่องใน 10-20 ปี ที่แตกต่างจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่มีอายุเพียง 5 ปี จึงสั้นเกินไปที่จะมองเห็นทิศทางการเดินในอนาคตของประเทศ

2.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC-Eastern Economic Corridor) ได้ผ่านร่างความเห็นชอบของสภาในวาระ 2 และวาระ 3 แล้ว ซึ่งสภามีมติเป็นเอกฉันท์ ที่จะเห็นชอบให้ประกาศใช้เป็นกฎหมาย ซึ่งมี 3 จังหวัด ที่อยู่ในพื้นที่ EEC ประกอบด้วย ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ที่จะได้รับสิทธิพิเศษทุกด้านตามที่นักลงทุน และภาคธุรกิจได้เคยเรียกร้อง เพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคต เช่น ยานยนต์ หุ่นยนต์ ซ่อมเครื่องบิน โรงพยาบาลครบวงจร เป็นต้น

3.แนวทางการแก้ไขปัญหากฎหมายที่ยุ่งยาก ซับซ้อน ล้าสมัย เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรฐกิจ เมืองไทยถือว่าเป็นประเทศที่มีกฎหมายหลายฉบับที่ทำให้เกิดการยุ่งยาก ซับซ้อนกัน  ล้าสมัย จำนวนมากหรือรวยกฎหมาย มีกฎหมายที่ขัดแย้งกันเองบางฉบับห้ามทำ บางฉบับทำได้ในหลายกรณี

IMG_6116

ศาสตราภิชาน รศ.มานพ พงศทัต  ประธานหลักสูตรพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และอาจารย์ประจำภาควิชาเคหการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การปรับบ้าน ปรุงเมือง คือการคิดใหม่ทำใหม่ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเมืองให้สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนไปอย่างมหาศาล โดยรัฐจะสร้างคนเดียวไม่ได้ แต่จะต้องอาศัยการรวมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) เป็นจิ๊กซอว์ไปสู่ความสำเร็จ

เมื่อมีกฎหมายผังเมือง ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC-Eastern Economic Corridor)  สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือการพัฒนาปรับปรุงแก้ไขผังเมืองที่เคยผิดพลาดในอดีต โดยใช้พื้นที่ EEC เป็นโอกาสในการสร้างเมืองใหม่ โดยภาครัฐปรับบทบาท ให้หน้าทีการอกแบบสร้างเป็นของเอกชน และประชาชน มากกว่าทำเอง

ขณะเดียวกันควรมีการร่มมือกันอย่างบูรณาการ ทั้งสถาปนิก เอกชน และผู้เกี่ยวข้องโดยการลดความขัดแย้ง ความเห็นแตกต่าง มาช่วยกันระดมความคิดเห็น พัฒนาเมืองในอนาคต

IMG_6119

ด้านนายอธิป  พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ก่อนปรับบ้านปรุงเมือง จะต้องมองอนาคตเมืองเป็นอย่างไร ให้สอดคล้องกันกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จึงจะเห็นทิศทางของการพัฒนาเมืองที่ชัดเจน และมองเห็นจุดยืนของไทยที่เทียบกับเพื่อนบ้าน ที่สำคัญคือ การสร้างการมีส่วนร่วม ให้คน หรือเจ้าของบ้านได้มีสิทธิออกแบบบ้าน และเมืองของตัวเอง โดยที่นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริการจัดการพัฒนาสังคม สาธารณูปโภค เพื่ออำนวยความสะดวกให้ชีวิตคนในเมือง

ทั้งนี้ถึงเวลาที่จะต้องจัดการกฎหมายบางส่วนที่ล้าสมัยไม่สอดคล้องต่อการพัฒนาของเมือง โดยเฉพาะกฎหมายผังเมือง ที่คำนึงถึงเพียงนามธรรมในอดีต ต้องปรับปรุงทิศทางผังเมืองให้สอดคล้องกันกับความเป็นจริง ที่จะต้องพิจารณากายภาพ ทิศทางการพัฒนาประเทศ รวมถึงการมีส่วนร่วมของคน เป็นศูนย์กลาง

“เอาคนเป็นศูนย์กลางเพื่อให้ได้ประโยชน์ที่แท้จริง ให้ข้อมูลความรู้ การศึกษาให้เข้าใจเรื่องทิศทางการพัฒนาเมือง เพื่อที่จะมีบทบาทในการตัดสินใจและร่วมกันออกแบบเมืองอนาคต โดยผังเมืองจะต้องให้ความสำคัญกับการชี้นำอนาคตประเทศ ที่สอดคล้องกันกับแผนการพัฒนาประเทศในอนาคต”

ทั้งนี้ จะต้องมีการบูรณาการออกแบบผังเมืองโดยการเชื่อมโยงระบบการพัฒนาทุกด้าน  ตั้งแต่ กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างมูลค่าให้กับเมือง จังหวัด เชื่อมโยงกันกับระบบสาธารณูปโภค ระบบคมนาคมขนส่ง อุตสาหกรรม วัตถุดิบ รวมถึงระบบโลจิสติกส์ เพื่อให้มีการเชื่อมโยงซัพพลายเชน เพื่อช่วยให้ลดต้นทุน หากมีการออกแบบผังเมืองและการพัฒนาเมืองให้สอดคล้องกัน กลุ่มนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ก็จะมองเห็นภาพเชื่อมโยงกันในทุกมิติ

“ออกแบบตามความต้องการของผู้อยู่ และพิจารณาว่าเมืองนั้นมีจุดในการพัฒนาใดเป็นตัวขับเคลื่อน เช่น เน้นผลิต บริการ หรือการท่องเที่ยวจะต้องหาจุดยืน (Positioning) ให้ชัด ตั้งแต่ ระดับประเทศจนถึงชุมชนล่าง อดีตเราทำแต่ระดับหนึ่ง แต่ขาดการเชื่อมโยงพัฒนาเน้นผังเมืองแต่ไม่เน้นพัฒนาเมือง ออกแบบตามอุปสงค์และอุปทาน  โดยขาดการเชื่อมโยง ก็จะเห็นทิศทางการพัฒนา มีระบบ และสอดคล้องกันกับทิศทางการเติบโตของเมือง ”

แนะผังเมืองใหม่มีบรรษัทพัฒนาเมือง สิ่งสำคัญคือจะต้องปฏิรูปกฎหมายผังเมืองฉบับใหม่ ให้มีบรรษัทพัฒนาเมือง เช่นเดียวกันกับในต่างประเทศ เพื่อทำหน้าที่พัฒนาที่ดิน เมืองที่เคยมีการใช้ประโยชน์มาพัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกันกับในสิงคโปร์และในญี่ปุ่น

ภาครัฐควรปรับเปลี่ยนบทบาทตัวเอง จากผู้คอยควบคุม มาเป็นสนับสนุน ส่งเสริม การพัฒนาเมือง โดยให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน ซึ่งวิธีการดังกล่าวจะส่งผลทำให้รัฐลดงบประมาณในการพัฒนาเมืองได้ ขณะเดียวกันควรให้โอกาสกลุ่มวิชาชีพสถาปนิกเป็นผู้อนุมัติตรวจสอบโครงการ ออกใบอนุญาต แทนการส่งเอกสารเพื่อขอรับอนุญาตจากภาครัฐ จะทำให้การเติบโตของเมืองเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ลดกระบวนการซับซ้อนยุ่งยาก

หลักการของสมาร์ทซิตี้ที่สำคัญที่สุดคือ การบริหารจัดการอย่างเป็นระบบมีความปลอดภัย มีสวัสดิการให้กับคนทุกกลุ่ม รวมถึงผู้มีรายได้น้อย ที่มีข้อจำกัด ดังนั้นการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ผู้มีรายได้น้อย แต่เป็นรูปแบบเช่าระยะยาว 30ปี จึงไม่สอดคล้องกันกับความต้องการ ทั้งเอกชนที่ลงทุนและประชาชนผู้ซื้อ ที่ไม่สามารถโอนเป็นมรดกได้ ภาครัฐจึงควรมีกลไกสนับสนุนภาคเอกชนให้สร้างที่อยู่อาศัยสำหรับคนมีรายได้น้อย ในเมืองโดยการสนับสนุนภาคเอกชน ด้วยโบนัสต่างๆ เพื่อช่วยเหลือในการเข้าไปซื้อที่ดินราคาสูง ใจกลางเมืองให้สิทธิเจ้าของบ้านคนจนแทนเช่า

IMG_6118

ขณะที่ นายพรนริศ  ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า เมืองไทยนี้เมื่อเทียบกับยุคในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาถือว่าเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากประชากร 1-2 ล้านคนในกทม.เพิ่มเป็น 10 ล้านคน มีคนต่างชาติเข้าอาศัยอยู่จำนวนมาก รวมถึงมีตึกสูงใหญ่ และราคาที่ดินสูงถึง 3 ล้านบาทต่อตารางวา การสร้างเมืองที่ผ่านมาเหมือนตัดกางเกงผิดทรง ซึ่งวันนี้ใช้ไม่ได้แล้วกับทฤษฎีผังเมืองแบบเดิม ดังนั้นจึงต้องหารือระดมความคิดเห็นกันใหม่ จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายภาคส่วน ร่วมกันมองไปข้างหน้าเพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศที่เปลี่ยนไป ทั้งประชากรที่เพิ่มขึ้น นักท่องเที่ยวมากขึ้น และมีความหลากหลายสัญชาติเพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันกลับมาชุมชนแออัด กลุ่มผู้มีรายได้น้อยกว่าแสนคนอาศัยอยู่ในเมือง กลุ่มอาชีพแรงงาน เด็กเสิร์ฟ ยาม รปภ.คนเหล่านี้ใช้เวลาเดินทางมากขึ้น เพราะยิ่งเมืองพัฒนายิ่งผลักคนเหล่านี้ให้อยู่ห่างไกลจะมีวิธีออกแบบเมืองอย่างไรให้อยู่ร่วมกัน

“เวลาทำเมืองนึกถึงคนรายได้น้อยทีหลังสุด ตึกรามบ้านช่องความเจริญ ที่เกิดขึ้นทุบของเก่า และสร้างใหม่ โดยที่แรงงานในเมือง ยิ่งความเจริญมากขึ้น คนจนก็ยิ่งถอยออกไปจากเมืองมากขึ้น การพัฒนาเมืองกลับทำให้ชีวิตคนเหล่านี้เป็นทุกข์ ได้รับผลกระทบ”

ผังเมืองที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีหลายจังหวัดได้รับผลกระทบ จากการออกแบบที่ไม่สอดคล้องกับเมือง ประชาชน และทิศทางการเติบโตของเมือง  เป็นอุปสรรคในการเข้าไปพัฒนาโครงการให้สอดคล้องกันกับอนาคต ทั้งที่รูปแบบของกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างออกมาแล้ว แต่ยังขาดการพัฒนาที่เป็นรูปธรรม ผังเมืองฉบับเดียวไม่สามารถครอบคลุมทุกเมืองที่ยังมีการพัฒนาที่แตกต่างกัน  ดังนั้นจึงควรมีการพัฒนาปรับปรุงอย่างเป็นระบบ มีสมาร์ทซิตี้ก็ต้องให้มีสมาร์ทลีฟวิ่งให้คนมีรายได้น้อยมีโอกาสได้อยู่อาศัยในเมือง


IMG_6116

IMG_6116