“ไอแอมโชว์ผลงานครึ่งปีแรก กวาดกำไรกว่า 400 ล้าน วางแผนระยะยาว มุ่งสู่การเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่เติบโตอย่างยั่งยืน ยึดหลักธรรมาภิบาล พร้อมเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้สังคมและประเทศชาติ”

0
121

นายธงรบ ด่านอำไพ ในฐานะผู้จัดการบริษัท ที่รับผิดชอบเป็นผู้จัดการคนแรกของบริษัท รับหน้าที่จัดตั้งบริษัท บริหารสินทรัพย์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย จำกัด (บสอ.) หรือไอแอม ซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์รัฐวิสาหกิจแห่งแรกหนึ่งเดียวของประเทศให้เกิดขึ้นสำเร็จลุล่วง ทั้งนี้ด้วยความร่วมมือร่วมใจของพนักงานไอแอมทุกคน ที่ทุ่มเทเสียสละให้กับการงาน สร้างสรรค์องค์ความรู้ และสร้างสรรค์องค์กรที่มีคุณภาพ มีผลงานน่าประทับใจ โดยมีกำไรจากการดำเนินงานทันที ตั้งแต่ปีแรก ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2561 ถึงเดือนมิถุนายน 2562 ตลอดระยะเวลา 1 ปี 2 เดือน เราเรียกเก็บหนี้ได้ทั้งสิ้น 3,500 ล้านบาท ทำกำไรทั้งจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิได้มากกว่า 1,200 ล้านบาท และดำรงรักษาคุณภาพผลประกอบการก้าวสู่ปีที่สองต่อไป โดยมีกำไรต่อเนื่องเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน องค์กรถูกออกแบบให้เป็นองค์กรที่มั่นคง ยั่งยืน ด้วยคุณภาพที่ประกอบด้วยองค์ความรู้ และประสบการณ์ของพนักงาน และวิสัยทัศน์ของบุคลากรที่กล้าคิด กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน เป็นอุดมการณ์ในการทำงาน มุ่งสู่องค์กรต้นแบบของสังคมไทย

ผลงานครึ่งปีแรก

บริษัท บริหารสินทรัพย์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย จำกัด (บสอ.) หรือไอแอม เปิดเผยผลงานในครึ่งปีแรกของปี 2562 (ม.ค. – มิ.ย. 2562) โดยบริษัทฯสามารถเรียกเก็บหนี้ได้มากกว่า 1,300ล้านบาท และมีกำไรจากผลการดำเนินงาน 591 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิหลังหักภาษี 490 ล้านบาท (ตัวเลขประมาณการก่อนการตรวจสอบ) โดยบริษัทฯมีแนวทางในการบริหารจัดการลูกหนี้ มุ่งเน้นการเจรจาลูกหนี้รายใหญ่ ให้คำปรึกษาแก่ลูกหนี้เพื่อหาข้อยุติร่วมกันในการพลิกฟื้นธุรกิจ ในลักษณะการปรับโครงสร้างหนี้และเรียกเก็บหนี้เพื่อปิดบัญชีลูกหนี้ด้วยการจำหน่ายทรัพย์สินหลักประกันหรือการหาผู้ร่วมลงทุนใหม่ ควบคู่ไปกับการดำเนินคดี บังคับคดีให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว สำหรับลูกหนี้รายย่อย ได้ใช้แนวทางในการบริหารประสิทธิภาพการติดตามรับชำระหนี้จาบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญภายนอก(Outsource) กับลูกหนี้รายย่อยบางกลุ่ม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเร่งรัดการติดตามทวงถามให้ได้ผลรวดเร็ว

ทิศทางครึ่งปีหลัง (ก.ค. – ธ.ค. 2562) และแผนระยะยาว 10 ปี

สำหรับทิศทางใน 6 เดือนต่อจากนี้ (ก.ค. – ธ.ค. 2562) จะเป็นภารกิจที่ท้าทายในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน แต่ไอแอมได้ตั้งเป้าหมายที่จะต้องเรียกเก็บหนี้ให้ได้ผล หรือใกล้เคียงตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ไม่น้อยกว่าปีละ 2,500 ล้านบาท เพื่อรวบรวมรายได้ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงค์) ซึ่งจะครบกำหนดเริ่มต้นชำระในเดือนมิถุนายนของปี 2563 เป็นต้นไป และชำระต่อเนื่องทุกปีจนถึงปี 2567 โดยก่อนหน้านี้เราสามารถชำระตั๋วสัญญาใช้เงินให้กับไอแบงค์ได้ก่อนกำหนดจำนวน 2,000 ล้านบาท (จากจำนวนเต็ม คือ 4,500 ล้านบาท) ซึ่งชำระไปเป็นที่เรียบร้อยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้วางแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว 10 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรลุภารกิจและสร้างโอกาสในการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการเติบโตในการนำองค์กรก้าวสู่องค์กรแห่ง Digitalization ที่มีการพัฒนาระบบการบริหารจัดการองค์ความรู้ให้มีความพร้อมควบคู่ไปกับการปฏิบัติงานอย่างมีธรรมาภิบาล โดยในแผนดังกล่าวบริษัทฯ มีแนวทางในการขออนุมัติกระทรวงการคลังเพื่อขอรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากสถาบันการเงินภาครัฐทั้งหมด (SFI) มาบริหารจัดการ โดยไม่จำกัดเฉพาะธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยเท่านั้น เนื่องจากไอแอมเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์เพียงหนึ่งเดียวที่กระทรวงการคลังถือหุ้น 100% และมีระบบบริหารสินทรัพย์ที่ทันสมัย มีบุคลากรที่มีศักยภาพ ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นแล้วว่าบริษัทฯ สามารถทำกำไรในปีแรกและปีที่สองติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง

โครงการ CSR & KM

ในระยะเวลาที่ผ่านมาไอแอมได้มีส่วนในการช่วยพลิกฟื้นธุรกิจให้ลูกหนี้กลับคืนสู่อิสรภาพและมีความสามารถทางการเงินอีกครั้ง แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจจะมีสภาพคล่องน้อยก็ตาม โดยได้ให้ข้อแนะนำที่เป็นความรู้และให้กำลังใจ ให้ลูกหนี้เรียนรู้ความผิดพลาดในอดีตและปรับตัวแก้ไขด้วยความเป็นจริงอย่างสมเหตุสมผล ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดีของไอแอม (CG & CSR) ในการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจให้กับลูกหนี้ในการประกอบธุรกิจอย่างไรไม่ให้เป็นหนี้เสีย ซึ่งสอดรับตามแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติของรัฐบาล ภายใต้โครงการ Business Turnaround ซึ่งเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้ลูกหนี้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ มีขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น ทั้งลูกหนี้ธุรกิจ SMEs และลูกหนี้รายใหญ่ ซึ่งจะสะท้อนไปยังการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศอีกด้วย

บริษัทฯ ยังได้ให้ความสำคัญกับการแสดงออกต่อความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR โดยมีกำหนดจัดโครงการ การแสดงออกความรับผิดชอบต่อสังคม ในรูปแบบ CSR in Process คือการส่งเสริมสังคมอย่างยั่งยืน ซึ่งจะมีการลงนามร่วมกับสำนักจุฬาราชมนตรีและสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ในการเข้าไปช่วยเหลือ ฟื้นฟู ให้ความรู้ และสร้างชุมชนของมุสลิม และชุมชนอื่นๆ ให้เป็นชุมชนตัวอย่างที่เข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกันด้านการเป็นหนี้ มีองค์ความรู้ในการประกอบธุรกิจ และสร้างเยาวชนที่มีประสิทธิภาพ มอบทุนการศึกษา ตามแนวทางการช่วยเหลือโดยการแบ่งปัน ภายในแนวคิด “ซะกาต” หรือแบ่งปันตามคำสอนของศาสนาอิสลาม เนื่องจาก ไอแอมเป็นองค์กรที่รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมาจากธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ทรัพย์สินดังกล่าวส่วนหนึ่งควรจะกลับคืนสู่สังคมมุสลิม แต่กระนั้นเราก็ไม่มองข้ามในการช่วยเหลือสังคม ชุมชน ศาสนาทุกศาสนา อย่างเท่าเทียมกัน

นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งเน้นในการให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการองค์ความรู้ (Knowledge Management : KM) โดยการใช้การจัดการความรู้ที่มีอยู่ในตัวพนักงานทุกระดับ ทำให้องค์กรมีกระบวนการเรียนรู้และบันทึกความรู้อย่างเป็นระบบ ยกระดับคุณภาพมาตรฐานการทำงานไปสู่ระดับมาตรฐานสากล มีการค้นหา สร้าง รวบรวม กลั่นกรอง จัดเก็บความรู้อย่างเป็นระบบ เพื่อให้บุคลากรที่ต้องการใช้ เข้าถึงความรู้นั้นได้ตลอดเวลา และพัฒนาความรู้นั้นๆ ต่อไปอย่างต่อเนื่อง

การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจแก่สังคมและประเทศชาติ

ไอแอมมีโครงการในการศึกษา ประเมินมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการดำเนินงานบริษัทฯรวมทั้งศึกษาถึงปัญหา อุปสรรค ข้อจำกัดต่างๆ อันจะนำไปสู่แนวทางการแก้ปัญหาหนี้เสียทั้งระบบของประเทศไทยตามแนวนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ

เพื่อประเมินมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ
เพื่อศึกษาถึงปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัด ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการแก้ไขปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพ และเสนอแนวทางเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ
เพื่อศึกษาถึงปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัด ในการแก้ปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพทั้งระบบของประเทศและเสนอแนวทางเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องเพื่อการแก้ปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพทั้งระบบของประเทศ

ฝากผลงานเพื่อสานต่อ

โดยในวันที่ 23 สิงหาคม 2562 เป็นวันเกษียณอายุของผม รวมเวลาทำงานในการจัดตั้งบริษัทฯและวางรากฐานให้กับบริษัทฯ 1 ปี 3 เดือน 24 วัน งานที่ตั้งใจทำให้ดีที่สุดเพื่อประเทศชาติ ก็ถึงเวลาต้องส่งมอบ ให้รุ่นน้องรับผิดชอบสานงานต่อไป ผมมั่นใจว่าพนักงานทุกคนจะมั่นคงต่อหลักการ อุดมการณ์ และเป้าหมาย ของตนเองและองค์กรตลอดไป