เอสซีจี แถลงผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ปี 2561ชูดิจิทัลขับเคลื่อนนวัตกรรม

0
427

ผลประกอบการเอสซีจีไตรมาสที่ 1 ปี 2561ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนเผยมุ่งใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อพัฒนานวัตกรรม พร้อมนำเสนอโซลูชั่นสินค้าและบริการครบวงจร ตอบโจทย์ลูกค้าทั่วอาเซียน หวังเติบโตยิ่งขึ้นอย่างยั่งยืน

นายรุ่งโรจน์  รังสิโยภาสกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า งบการเงินรวมก่อนสอบทานของเอสซีจีในไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2561มีรายได้จากการขาย 118,250ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 2จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มีกำไร 12,406ล้านบาท ลดลงร้อยละ 1จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 29จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากผลการดำเนินงานที่ลดลงของบริษัทย่อยและบริษัทร่วมของธุรกิจเคมิคอลซึ่งได้รับผลกระทบจากปัจจัยเงินบาทแข็งค่าและต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นประกอบกับปีที่ผ่านมามีกำไรจากการขายเงินลงทุน

สำหรับผลการดำเนินงานของเอสซีจี นอกเหนือจากประเทศไทยในไตรมาสที่ 1 ปี 2561

เอสซีจีมีรายได้จากการขายในภูมิภาคอาเซียน เท่ากับ 27,014 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 23 จากยอดขายรวม โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 4จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีรายได้จากการขายในภูมิภาคอื่นๆ 20,075ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 17จากยอดขายรวม

สินทรัพย์รวมของเอสซีจี ณ วันที่ 31 มีนาคม 2561 มีมูลค่า 584,251ล้านบาท โดยร้อยละ 24เป็นสินทรัพย์ในอาเซียน

ผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 1ในปี 2561แยกตามรายธุรกิจดังนี้

ธุรกิจเคมิคอลในไตรมาสที่ 1 ปี 2561 มีรายได้จากการขาย52,867ล้านบาทเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 จากไตรมาสก่อน แต่ลดลงร้อยละ3เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไรสำหรับงวด 8,135ล้านบาท ลดลงร้อยละ 14จากไตรมาสก่อนและลดลงร้อยละ38 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากปัจจัยเงินบาทแข็งค่าและต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทย่อยและบริษัทร่วมลดลง

ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ในไตรมาสที่ 1 ปี 2561 มีรายได้จากการขาย46,461ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 4เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไรสำหรับงวด 2,484ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 138จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากสภาพตลาดที่ดีขึ้นตามฤดูกาล และการขยายตัวของการดำเนินงานในภูมิภาคอาเซียน

     

ธุรกิจแพคเกจจิ้งในไตรมาสที่ 1 ปี 2561 มีรายได้จากการขาย21,981ล้านบาทเพิ่มขึ้นร้อยละ3จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ11 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไรสำหรับงวด 1,512ล้านบาทเพิ่มขึ้นร้อยละ24จากไตรมาสก่อน เนื่องจากตลาดเติบโตต่อเนื่องและผลจากการซื้อกิจการ ขณะที่ลดลงร้อยละ10เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากปีที่ผ่านมามีกำไรจากการขายสินทรัพย์

นายรุ่งโรจน์กล่าวว่า “แม้จะได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ ทั้งสภาพการแข่งขันที่รุนแรงทั้งในไทยและในภูมิภาค ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น และค่าเงินบาทแข็งค่าที่เข้ามากระทบ อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2561 ของเอสซีจียังคงใกล้เคียงกับไตรมาสที่ผ่านมาจากความมุ่งมั่นสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่าสู่ลูกค้า (Passion for better) โดยเร่งผลักดันการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อพัฒนานวัตกรรม พร้อมนำเสนอโซลูชั่นครบวงจร เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการเชิงลึกของลูกค้าทั่วอาเซียน

     

สำหรับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของเอสซีจีในช่วงที่ผ่านมา เช่น การเปิดตัวแอปพลิเคชัน HOME BUDDY”ที่เป็นช่องทางออนไลน์สำหรับปรึกษาปัญหา ค้นหาช่างหรือวัสดุเพื่อสร้างหรือซ่อมบ้าน ซึ่งเชื่อมต่อกับ SCG Online Store และ Digital Payment Solution เช่น SCG Wallet เพื่อเพิ่มความสะดวกในการซื้อและชำระค่าสินค้าหรือ“การนำเทคโนโลยีดาวเทียมมาใช้สำหรับการออกแบบติดตั้งหลังคาให้ลูกค้า”และการเปิดตัว“หุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุ” โดย SCG Eldercare Solution ซึ่งผู้สนใจสามารถเข้าชมพร้อมนวัตกรรมอื่นๆ เกี่ยวกับบ้านได้ใน“งานสถาปนิก’61” วันที่ 1-6 พ.ค. นี้ ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ส่วนโซลูชั่นใหม่ๆ ที่เอสซีจีส่งมอบให้ลูกค้า เช่นโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ(Floating Solar Solution) รายแรกของไทย หรือ “Total Packaging Solutions Provider”ที่ให้บริการครบวงจรตั้งแต่การออกแบบ การผลิต และการจัดเก็บบรรจุภัณฑ์ที่ไม่ใช้แล้วมา Recycle รวมทั้ง“SCG Express”ที่เตรียมขยายจุดบริการรับส่งพัสดุให้ลูกค้ารายย่อยแบบ One-Stop Service ในสถานีบริการน้ำมันกว่า 100 แห่ง โดยตั้งเป้าขยายจุดบริการครอบคลุมทั่วประเทศภายในกลางปีนี้

■撮影用のレンタルスペースで撮影を行っています。

นอกจากนี้ เอสซีจี ยังมุ่งพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value Added Products & Services – HVA) โดยเน้นร่วมมือกับลูกค้าหรือสถาบันชั้นนำต่างๆ มากขึ้น ซึ่งไตรมาสนี้ เอสซีจีมียอดขาย HVA 45,844ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นร้อยละ 39 ของยอดขายรวม โดยใช้งบประมาณการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมกว่า 1,206ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1ของยอดขายรวม

ส่วนการขยายธุรกิจสู่ภูมิภาคอาเซียนนั้นล่าสุดได้เข้าถือหุ้นเพิ่มเติมเป็นร้อยละ 50.9 ในบริษัทBinh Minh Plastics Joint Stock Companyซึ่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายท่อและข้อต่อ PVC ชั้นนำทางตอนใต้ของเวียดนามและจัดตั้งTrading Company โดยเข้าถือหุ้นร้อยละ 50 ในบริษัท PT Nusantara Polymer Solutionsในอินโดนีเซีย เพื่อจัดจำหน่ายเม็ดพลาสติกที่มีมูลค่าเพิ่มสูงซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายฐานสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงให้เจริญเติบโตได้ในอาเซียนรวมทั้งจัดตั้ง SCG Roofing Centerที่นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาวซึ่งเป็นศูนย์บริการหลังคา ฝ้า ผนังครบวงจรแห่งแรกในต่างประเทศ เพื่อรองรับการเจริญเติบโตของตลาดและเปิดโอกาสทางธุรกิจในกลุ่มประเทศ AECอีกด้วย” นายรุ่งโรจน์ กล่าวในตอนท้าย