เอสซีจีแถลงผลประกอบการปี 2560 เร่งปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดขยายสู่ธุรกิจบริการ ตอบความต้องการของลูกค้ายุคดิจิทัล

0
294

5 รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส และเชาวลิต เอกบุตร

 ผลประกอบการเอสซีจีปี 2560เป็นที่น่าพอใจ ผลจากการเร่งปรับตัวพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดและความต้องการของผู้บริโภครวมถึงขยายสู่ธุรกิจบริการ เผยปีนี้ยังมีความเสี่ยงด้านต้นทุนวัตถุดิบและพลังงาน เงินบาทแข็งค่า และการแข่งขันในภูมิภาคที่รุนแรงชูกลยุทธ์ความร่วมมือกับดิจิทัลสตาร์ทอัพ เตรียมความพร้อมพัฒนาทักษะพนักงานทันต่อการเปลี่ยนแปลง พร้อมเดินหน้าธุรกิจบริการโลจิสติกส์ขณะที่การลงทุนอาเซียนคืบหน้าตามแผน

3 รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส

 นายรุ่งโรจน์  รังสิโยภาสกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่างบการเงินรวมก่อนตรวจสอบของเอสซีจี ประจำปี 2560มีรายได้จากการขาย 450,921ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6จากปีก่อน จากราคาขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นโดยมีกำไร 55,041ล้านบาท ลดลงร้อยละ 2จากปีก่อน จากสภาพการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจซิเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง

ในไตรมาสที่ 4ปี 2560เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 113,400ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14จากช่วงเดียวกันของปีก่อนสาเหตุหลักจากราคาขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ปรับตัวเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้นร้อยละ 1จากไตรมาสก่อนมีกำไร 12,567ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ1จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 6จากไตรมาสก่อน

สำหรับผลการดำเนินงานของเอสซีจี นอกเหนือจากประเทศไทยในปี 2560

ในปี 2560 เอสซีจีมีรายได้จากการขายในภูมิภาคอาเซียน เท่ากับ 106,597 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 24 จากยอดขายรวม โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีรายได้จากการขายในภูมิภาคอื่นๆ 80,084 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 17 จากยอดขายรวม

สินทรัพย์รวมของเอสซีจี ณ วันที่ 31ธันวาคม 2560 มีมูลค่า 573,412 ล้านบาท โดยร้อยละ 24 เป็นสินทรัพย์ในอาเซียน

ผลการดำเนินงานในปี 2560แยกตามรายธุรกิจดังนี้

ธุรกิจเคมีภัณฑ์ ในปี 2560 มีรายได้จากการขาย206,280ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10จากปีก่อน มีกำไรสำหรับปี42,007ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อน ขณะที่ไตรมาสที่ 4ปี 2560 มีรายได้จากการขาย 51,834 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ2จากไตรมาสก่อนและเพิ่มขึ้นร้อยละ21เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนส่วนใหญ่มาจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นโดยมีกำไรสำหรับงวด 9,620 ล้านบาท ลดลงร้อยละ1จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ3เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น

ธุรกิจซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ในปี 2560มีรายได้จากการขาย 175,255ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3จากปีก่อนจากการขยายตัวของการดำเนินงานในภูมิภาคอาเซียน มีกำไรสำหรับปี7,230ล้านบาท ลดลงร้อยละ 15จากปีก่อนตามสภาพตลาดในประเทศไทยที่ยังคงซบเซาและการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นขณะที่ไตรมาสที่ 4ปี 2560 มีรายได้จากการขาย 43,372 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยมีกำไรสำหรับงวด 1,231ล้านบาท

ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ ในปี 2560มีรายได้จากการขาย 81,455ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9จากปีก่อนเนื่องจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นและมีกำไรสำหรับปี4,719ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 32จากปีก่อนส่วนหนึ่งมาจากการขายสินทรัพย์ในบริษัทกระดาษสหไทยขณะที่ไตรมาสที่ 4ปี 2560 มีรายได้จากการขาย21,439 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ3เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนสาเหตุหลักมาจากปริมาณขายและราคาที่เพิ่มขึ้นในสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์และเพิ่มขึ้นร้อยละ16เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากกำลังการผลิตใหม่ในประเทศเวียดนามมีกำไรสำหรับงวด 1,232 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 60จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ97จากช่วงเดียวกันของปีก่อนจากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของสายธุรกิจเยื่อและกระดาษ

4 เชาวลิต เอกบุตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ การเงินและการลงทุน เอสซีจี

นายรุ่งโรจน์ กล่าวว่า“ผลประกอบการในปี 2560 เป็นที่น่าพอใจแม้ว่าจะมีปัจจัยเรื่องสภาพการแข่งขันที่รุนแรงทั้งในไทยและในภูมิภาค ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น และค่าเงินบาทแข็งค่าที่เข้ามากระทบแต่ด้วยราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการเร่งปรับตัวให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ และการขยายสู่ธุรกิจบริการและ Solutions อาทิ โลจิสติกส์ ที่เข้ามาตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุดและทันเวลาทำให้เอสซีจีสามารถรักษามาตรฐานการดำเนินธุรกิจและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ในปี 2561ยังคงมีความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังจากต้นทุนวัตถุดิบปิโตรเคมีและแพคเกจจิ้งที่เพิ่มขึ้นราคาต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นค่าเงินบาทที่แข็งค่าตลอดจนสภาพการแข่งขันในภูมิภาคที่รุนแรงโดยเฉพาะซีเมนต์ เอสซีจีจึงเร่งเตรียมความพร้อมในหลายด้าน อาทิ การขยายธุรกิจบริการและ Solutions อย่างต่อเนื่อง การนำเทคโนโลยี Automation และ Robotics เข้ามาเสริมประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ พร้อมกันนี้จะจัดตั้ง Reskill Training Programเพื่อพัฒนาทักษะพนักงานให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ใหม่เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าและการขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ”

6 SCG EXPRESS

ด้านธุรกิจบริการ เอสซีจีมีความพร้อมที่จะขยายไปสู่การบริการรถนักเรียนและรถพยาบาล โดยนำเทคโนโลยี GPS มาต่อยอดเป็น Solutions ใหม่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครองในด้านการดูแลความปลอดภัยของบุตรหลาน รวมถึงระบบ GPS เพื่อติดตามรถพยาบาลที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการรักษาทางการแพทย์ให้กับผู้ป่วยระหว่างการเดินทาง นอกจากนี้ เอสซีจี เอ็กซ์เพรสยังได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดียิ่งด้วยบริการจัดส่งพัสดุด่วนที่ทันสมัยและเป็นรายเดียวในตลาดในขณะนี้ที่มีนวัตกรรมบริการส่งพัสดุด่วนแบบควบคุมอุณหภูมิโดยที่ผ่านมาได้ขยายจุดบริการแล้วกว่า500 สาขาและจะขยายพื้นที่บริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศในช่วงกลางปี 2561

อีกทั้ง เอสซีจีได้เข้าไปลงทุนในดิจิทัลสตาร์ทอัพด้านโลจิสติกส์ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการรถขนส่งตามมาตรฐานชั้นนำของเอสซีจี โลจิสติกส์ ที่พร้อมให้บริการกว่า 7,000 คันทั่วอาเซียน ผ่านดิจิทัลแพลทฟอร์มที่ช่วยอำนวยความสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

7 ภาพอาคารเอสซีจี

นอกจากนี้ ยังมุ่งพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว โดยปีที่ผ่านมา เอสซีจี ใช้งบประมาณการวิจัยและนวัตกรรมรวมกว่า 4,178ล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 0.9ของยอดขายรวม สำหรับยอดขายสินค้า HVAในปี 2560 คิดเป็น175,541ล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 39ของยอดขายรวม

ขณะที่ความร่วมมือกับดิจิทัลสตาร์ทอัพมีความคืบหน้าไปมากเช่นกัน โดยมีความร่วมมือที่เกิดขึ้นแล้วกว่า 40 โครงการ ซึ่งล้วนมีศักยภาพที่จะต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ อีกทั้งยังมองเห็นโอกาสทางธุรกิจที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายสตาร์ทอัพในประเทศสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และจีน

สำหรับการดำเนินงานของธุรกิจซิเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างในอาเซียน มีความคืบหน้าตามแผน สามารถรองรับความต้องการของตลาดในประเทศต่างๆ ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันเอสซีจีมีโรงงานปูนซีเมนต์ใน 6 ประเทศหลัก มีกำลังการผลิตรวมกับในประเทศไทย 33.6 ล้านตันต่อปี

“เอสซีจี ยังได้เข้าซื้อหุ้นร้อยละ68.3ในบริษัท Interpress Printersผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารฟาสต์ฟู้ดส์ชั้นนำในประเทศมาเลเซียโดยมีมูลค่ากิจการ104.5ล้านริงกิต หรือประมาณ836ล้านบาทซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสินค้าบรรจุภัณฑ์อาหารฟาสต์ฟู้ดส์ให้สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในภูมิภาคอาเซียน” นายรุ่งโรจน์ กล่าว

คณะกรรมการบริษัท ได้มีมติให้เสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2560 ในอัตราหุ้นละ 19.00 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 22,800 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 41 ของกำไรสำหรับปีตามงบการเงินรวม ทั้งนี้ บริษัทได้จ่ายเป็นเงินปันผลระหว่างกาลงวดครึ่งปีแรกไปแล้วในอัตราหุ้นละ 8.50 บาท เป็นเงิน 10,200ล้านบาท เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2560 และจะจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายในอัตราหุ้นละ 10.50 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 12,600 ล้านบาท

ทั้งนี้การจ่ายเงินปันผลดังกล่าว ให้จ่ายแก่ผู้ถือหุ้นเฉพาะผู้มีสิทธิได้รับเงินปันผลตามข้อบังคับบริษัท ตามที่ปรากฏรายชื่อ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผล ในวันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน 2561(จะขึ้นเครื่องหมาย XD หรือวันที่ไม่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันพุธที่ 4เมษายน 2561) โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันศุกร์ที่ 20 เมษายน 2561 และให้รับเงินปันผลภายใน 10 ปี