สถาบัน KAPI ปั้นแบรนด์ “KAPIOKU” ยกระดับเชิงพาณิชย์ สร้างมูลค่าเพิ่ม ต่อยอดผลผลิตเกษตรกรไทย

0
294

สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ( KAPI ) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เดินหน้าสานต่อนโยบายภาครัฐ ปั้นแบรนด์ ภายใต้ชื่อ  ‘KAPIKU’ หรือ ‘คาพิโอกุ’ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวความสวยความงาม พัฒนาผลิตภัณฑ์มาจากงานวิจัยจากสารสกัดออกฤทธิ์ ที่มีประสิทธิภาพสูงจากผลผลิตทางการเกษตรของประเทศไทย นำร่องโครงการพัฒนาและต่อยอดสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม “Value Based Products” ยกระดับสู่เชิงพาณิชย์ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกรไทย

คุณชลลดา บุราชรินทร์ นักวิจัย สถาบันผลิตผลเกษตร หรือ ( KAPI ) ให้ข้อมูลว่า สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 29 กรกฏาคม 2534 ตามประกาศของทบวงมหาวิทยาลัย เรื่อง “การเบ่งส่วนราชการในมหาวิทยาเกษตรศาสตร์” ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2534 โดยมีชื่อย่อว่า “สถาบันผลิตผลเกษตรฯ” หรือ “KAPI” โดยมีโครงกานสร้างการบริหารส่วนงานต่างๆ คือ ฝ่ายเทคโนโลยีชีวมวลและพลังงานชีวภาพ ฝ่ายนาโนเทคโนโลยีและเทคโนโลยีชีวภาพ ฝ่ายสำนักงานเลขานุการ และหน่อยส่งเสริมการตลาดและสื่อสารองค์กร โดยมีนโยบายหลัก ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตผลทางการเกษตรยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้มีรายได้ก่อเกิดความมั่นคง

“ที่ผ่านมา KAPI ได้เปิดหลักสูตรฝึกอบรมเฉพาะทางมากกว่า 15 หลักสูตร เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และผลงานวิจัยของ KAPI ให้เกิดการนำไปใช้และต่อยอดเชิงพาณิชย์ เช่น ด้านพลังงานชีวมวล การผลิตพืชด้วยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม การสกัดสารสกัดจากธรรมชาติ และอื่นๆ อีกมากมาย ล่าสุด KAPI เปิดโครงการฝึกอบรม ใช้ชื่อ ‘หลักสูตรผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมสมุนไพรเพื่อสุขภาพและเครื่องสำอางสู่ตลาดส่งออก’ ชื่อย่อ หลักสูตร TEBC (Thailand Entrepreneur in Bio Cosmetic) เพื่อให้ผู้ประกอบการต่างๆ หรือผู้ที่สนใจเข้ามาเรียนรู้เพื่อนำไปต่อยอดธุรกิจ โดยมีค่าสมัคร 30,000 บาท เปิดรับฝึกอบรมครั้งละ 30 คนเท่านั้น ระยะเวลาเรียน 3 เดือน”

นอกจากนี้ KAPI ได้รับงบประมาณไทยแลนด์ 4.0 เพื่อต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม ตั้งแต่กระบวนการสกัดสารจากธรรมชาติ การพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและสุขภาพ รวมถึงการวิเคราะห์ฤทธิ์และความคงตัวของผลิตภัณฑ์ เป็นระยะเวลากว่า 10 ปี ทำให้มองเห็นโอกาสทางธุรกิจที่จะช่วยผลักดันให้ผลิตภัณฑ์กลุ่มสุขภาพและความงามเป็นที่ยอมรับ ภายใต้แบรนด์ KAPIOKU หรือ “คาพิโอกุ”  ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ให้เป็นที่ยอมรับยกระดับแบรนด์เชิงพาณิชย์ และเชื่อว่าจะผลักดันให้ KAPI มีความยั่งยืนและมั่นคงต่อไปในอนาคต

คุณชลลดา ให้ข้อมูลถึง ตราสินค้า KAPIOKU หรือ “คาพิโอกุ” ว่า แบรนด์ดังกล่าวได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2559 แต่ไม่ได้มีการพัฒนาต่อยอดในเชิงพาณิชย์ จนกระทั่งได้รับการสนับสนุนจากไทยแลนด์ 4.0 ให้นำมาพัฒนาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ซึ่ง KAPIOKU สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จาก “ธรรมชาติ” ที่มีคุณภาพ โดยผลงานการวิจัยของทีมผู้เชี่ยวชาญจาก KAPI ในด้านวิธีการสกัดดึงสารสำคัญ และวิเคราะห์องค์ประกอบของสารสำคัญที่จะนำมาเป็นวัตถุดิบเพิ่มประสิทธิภาพในผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม มีการวิจัยเชิงลึกและมีผลงานการวิจัยรองรับ มีความน่าเชื่อถือ มีการตรวจสอบคุณภาพของวัตถุดิบ มีการผลิตที่ผ่านการควบคุมคุณภาพอย่างพิพีพิถันในทุกขั้นตอน ผ่านการผลิตจากโรงงานมาตรฐานระดับสากล มีการรับรองจาก GMP และ ISO 9001, 22716 ทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจอย่างมาก

สำหรับ KAPIOKU มีสารสกัดออกฤทธิ์ (Active Ingredients) ในทุกผลิตภัณฑ์ มีการวิจัยเชิงลึกเพื่อรับรองประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ เพื่อความปลอดภัยในการใช้ ปัจจุบัน KAPIOKU มีผลิตภัณฑ์ทั้งหมด 9 รายการ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม ที่มีส่วนผสมจากสารสกัดโปรตีนรำข้าว มีจำนวน 5 รายการ คือ

  • Sleeping Cream มาร์กบำรุงผิวเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน มีส่วนผสมของโปรตีนไฮโดรไลเสทจากรำข้าวสีม่วง ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ
  • Bright Cream ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน ทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น ฟื้นฟูผิวที่ถูกทำลำยให้กลับดูสุขภาพดี มีส่วนผสมสำคัญของโปรตีนไฮโดรไลเสทจากข้าวหอมมะลิ
  • Albumin Gel เจลบำรุงผิวหน้าที่มีส่วนผสมของสารสกัด Albumin จากข้าวหอมมะลิ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวและ Vitamin C ช่วยปรับสภาพผิวให้สว่างกระจ่างใส่อย่างเป็นธรรมชาติ เพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิวหน้า
  • Rice Essence สเปรย์ฉีดพ่นบนใบหน้า มีส่วนผสมสำคัญของโปรตีนจากรำข้าวหอมมะลิ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและความแข็งแรงให้กับผิว ป้องกันไม่ให้เกิดริ้วรอยจากผิวขาดความชุ่มชื้น
  • Aging Serum มีส่วนผสมสำคัญของโปรตีนไฮโดรไลด์เซทจากข้าวหอมมะลิ ที่อุดมไปด้วย กรดอะมิโน ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน ทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น ฟื้นฟูผิวที่ถูกทำลายให้กลับดูสุขภาพดี อีกทั้งยังประกอบด้วยสาร  WHITE TEN ที่มีคุณสมบัติช่วยให้ผิวขำวกระจ่างใสถึง 10 ชนิด

ส่วนกลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักเพื่อความงาม ที่มีส่วนผสมจากสารสกัดโปรตีนรังไหม จำนวน 2 รายการ คือ 1.ผลิตภัณฑ์ Hand Cream เป็นคครีมทาผิวมือ มีเนื้อบางเบา มีสารสกัดเซริซินจากรังไหม มีกลิ่นหอมสดชื่นจากธรรมชาติมีให้เลือก 3 กลิ่น คือ กลิ่นสตรอว์เบอร์รี่ กลิ่นพืช และกลิ่นแอปเปิ้ล  2.Lip Balm ลิปบาล์มบำรุงริมฝีปาก เนื้อบาร์มคุณภาพสูง บางเบา ลดความหมองคล้ำให้จางลง  และ 3. กลุ่มผลิตภัณฑ์สกินแคร์ มี 2 รายการ ประกอบด้วย 1.Body Lotino โลชั่นทาผิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และสร้างอิลาสติน (Elastin) ใต้ชั้นผิว บำรุงผิวให้สว่าง กระจ่างใส พร้อมป้องกันแสง UV ปกป้องผิวจากมลภาวะ บำรุงความชุ่มชื้น และ 2. ผลิตภัณฑ์ Liquid Soap โลชั่นอาบน้ำ เพื่อชำระล้างกายจากสิ่งสกปรก ช่วยขยัดเซลล์ผิวที่ตายอย่างอ่อนโยน คงความชุ่มชื้น กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน มีสารสหัดเซริซินจากรังไหม เนื้อสบู่บางเบาให้ฟองละเอียดอย่างมาก

อย่างไรก็ดี ผลิตภัณฑ์ KAPIOKU  มีการทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งหลังจากเปิดตัวสินค้าได้รับการยอมรับเป็นอย่างมาก สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้อผ่านช่องทางการจัดจำหน่าย มีดังนี้ Line: @kapioku  เว็บไซต์ https://www.kapioku.com  และทาง Inbox: https://m.facebook.com/KAPIOKU/   ซึ่ง สถาบัน KAPI มีความมั่นใจว่า ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม  KAPIOKU  จะต่อยอดเชิงพาณิชย์ให้เป็นที่ยอมรับได้อย่างแน่นอน  คุณชลลดา กล่าวในที่สุด