ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธุรกิจและเศรษฐกิจฐานรากธนาคารออมสิน ประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย(GDP) ปี 2561 ขยายตัวดีขึ้นอยู่ที่ร้อยละ4.2

0
591

 
นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสินเปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธุรกิจและเศรษฐกิจฐานรากธนาคารออมสิน คาดว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ของปี 2561จะขยายตัวร้อยละ 4.0เท่ากับ
ไตรมาสก่อนและตลอดทั้งปี 2561 มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นอยู่ร้อยละ 4.2 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาที่อยู่
ร้อยละ 3.9 จากภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ยังคงขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง ประกอบกับการเร่งใช้จ่ายของภาครัฐทั้งการลงทุนและเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานราก จะเป็นตัวเร่งให้การบริโภคภาคเอกชนมีการขยายตัวมากยิ่งขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก (1) การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกรวมถึงประเทศคู่ค้ามีความแข็งแกร่งมากขึ้น ทำให้ภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทยขยายตัวต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาส่งผลดีต่อสาขาการผลิตที่เกี่ยวเนื่อง
(2) การใช้จ่ายของภาครัฐบาลมีปัจจัยสนับสนุนจากงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม (งบกลางปี) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.5 แสนล้านบาท ตามโครงการ “ไทยนิยม ยั่งยืน” ซึ่งจะส่งผลดีต่อการบริโภคของภาคครัวเรือน(3)การลงทุนภาครัฐปีนี้คาดว่าจะกลับมาขยายตัวสูงขึ้นหลังจากหดตัวในปีที่ผ่านมาจากปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้าหลังจากพ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ประกาศใช้ (4) การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ตามการขยายตัวยังคงเปราะบางในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่อยู่ในภาคเกษตร (5) การดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายของธปท. มีส่วนช่วยสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเอื้อให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย

สำหรับปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2561ได้แก่ (1)ความชัดเจนของการเลือกตั้งมีความสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน(2) หนี้อุปโภคบริโภคและธุรกิจ SMEs มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูง ส่งผลต่อกำลังซื้อและทำให้ธนาคารเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น(3)การดำเนินนโยบายปกป้องทางการค้าของสหรัฐอาจส่งผลกระทบให้การค้าโลกชะลอตัวได้(4)ทิศทางการดำเนินนโยบายทางการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก มีแนวโน้มตึงตัวมากยิ่งขึ้น(5) ปัญหาทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ในหลายๆส่วนของโลก ที่ยังคงปรากฏอยู่และอาจก่อตัวพัฒนาเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้น

ด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ดี จากดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นผลจากการเกินดุลการค้าและบริการที่ขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง รวมถึงการดำเนินนโยบายแบบผ่อนคลายเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีทิศทางปรับตัวสูงขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้เนื่องจากราคาอาหารสดที่ลดลงมากกว่าคาดอย่างไรก็ตามอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นระยะเวลานานอาจทำให้เกิดพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น (search for yield) เนื่องจากผู้ลงทุนประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าความเป็นจริง