ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจฯ ธ.ออมสิน ประมาณการ GDP ปี 2561 ขยายตัวร้อยละ4.6 ปรับเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 3.9

0
319

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธุรกิจและเศรษฐกิจฐานรากธนาคารออมสินคาดว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2561จะขยายตัวต่อเนื่องที่ร้อยละ 4.6 และตลอดทั้งปี 2561 คาดว่าจะขยายตัวเร่งขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 4.6ปรับเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 3.9เป็นผลจากแรงส่งของภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งด้านการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐ ที่จะช่วยให้การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนมีการปรับตัวดีขึ้น โดยเศรษฐกิจไทยมีปัจจัยสนับสนุนจาก (1) การปรับตัวดีขึ้นของการใช้จ่ายภาครัฐ จากการผ่าน พรบ. งบกลางปี 2561 วงเงินจำนวน 1.5 แสนล้านบาท เพื่อพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก และชุมชนอย่างต่อเนื่อง(2)การลงทุนภาครัฐคาดว่าจะปรับตัวเร่งขึ้นจากการลงทุนในโครงการปัจจุบันและโครงการที่เลื่อนมาจากปีที่ผ่านมา ประกอบกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่เริ่มมีความชัดเจน ส่งผลให้ภาคเอกชนมีความเชื่อมั่นมากขึ้นสะท้อนจาก
การขอรับการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น(3)การดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของธนาคารแห่งประเทศไทย เอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ระดับ2.5 ±1.5 อย่างยั่งยืน (4) ประเทศไทยยังเป็นเป้าหมายในการพักผ่อนของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน เอเชีย และตะวันออกกลาง รวมถึงการประชุมสัมมนาต่างๆที่ขยายตัวต่อเนื่อง(5) เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้มีความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) เพิ่มมากขึ้นสำหรับปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2561ได้แก่(1)กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ อาจส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้ากว่ากำหนด (2) รายได้ของภาคครัวเรือนระดับกลางถึงล่างยังปรับตัวเพิ่มไม่มากนัก ส่งผลต่อการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค (3) หนี้ครัวเรือนที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ภาคครัวเรือนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น (4) มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐและมาตรการตอบโต้ทางการค้าของประเทศคู่ค้า อาจส่งผลกระทบให้การค้าโลกชะลอตัวลง(5) ทิศทางการดำเนินนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) และธนาคารกลางยุโรป(ECB) ที่มีแนวโน้มตึงตัวมากยิ่งขึ้นเป็นแรงกดดันต่อการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของธนาคารแห่งประเทศไทย

ด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ดี จากดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นผลจากการเกินดุลการค้าและบริการที่ขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง รวมถึงการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และคาดว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายอย่างยั่งยืนอย่างไรก็ตามอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำเป็นระยะเวลานานอาจทำให้เกิดพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น (search for yield) เนื่องจากผู้ลงทุนประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าความเป็นจริง ประกอบกับหากธนาคารกลางสหรัฐสามารถปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ตามเป้าหมายจะทำให้ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยนโยบายห่างกันมากขึ้น จะส่งผลให้เงินทุนไหลออกต่อเนื่อง และอัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวนมากยิ่งขึ้น