ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจฯ ธนาคารออมสินเผยภาพรวมการออมของประเทศเพิ่มขึ้น ส่วนประชาชนฐานราก เน้นออมเงินเพียงระยะสั้นไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉิน

0
137

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่าเนื่องในโอกาสวันออมแห่งชาติ ประจำปี 2561 ในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธุรกิจและเศรษฐกิจฐานราก ธนาคารออมสิน ได้ทำการวิจัยและสำรวจพฤติกรรมการออมของประชาชนฐานราก จากการศึกษาพบว่าภาพรวมการออมของประเทศในช่วง 3 ปีที่ผ่านมามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2560 มีปริมาณการออมเบื้องต้นของประเทศอยู่ที่ 5.4 ล้านล้านบาท ขยายตัวจากปีก่อนร้อยละ 12.9 คิดเป็นร้อยละ 34.8 ของ GDP ซึ่งเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศในภูมิภาคเดียวกันถือว่าอยู่ในระดับต้นๆ โดยมีการออมในรูปแบบต่างๆ เช่น เงินฝาก สลากออมทรัพย์พันธบัตร ประกันชีวิต เป็นต้น สำหรับเงินฝากที่อยู่ในสถาบันการเงิน (ณ เดือนสิงหาคม 2561)อยู่ที่ 17.9 ล้านล้านบาทเป็นเงินฝากธนาคารพาณิชย์ 13.2 ล้านล้านบาทและธนาคารเฉพาะกิจ 4.7 ล้านล้านบาทขยายตัวจากช่วงเดียวกันของ  ปีก่อนร้อยละ 3.8 และ 6.2 ตามลำดับทั้งนี้ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจฯ ธนาคารออมสิน คาดว่าในระยะต่อไปตัวเลขการออมของประเทศจะมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง จากการเร่งลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ (Megaproject) ที่ต้องการเม็ดเงินลงทุนจำนวนมาก

สำหรับการออมของประชาชนฐานราก ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจฯ ได้ทำการสำรวจพฤติกรรมการออมของประชาชนฐานรากจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาททั่วประเทศจำนวน 2,150 ตัวอย่าง พบว่าประชาชนฐานราก ร้อยละ32.2มีเงินออมโดยส่วนใหญ่ร้อยละ 56.9 ของผู้ที่มีเงินออมมีการออมแบบรายเดือน จำนวนเงินออมเฉลี่ยอยู่ที่1,500 บาทต่อเดือน

 สำหรับวัตถุประสงค์การออมของประชาชนฐานราก พบว่า3 อันดับแรก ออมเพื่อใช้ยามฉุกเฉิน/เจ็บป่วย (ร้อยละ 71.7) สำรองไว้ใช้ (ร้อยละ 67.0) และเป็นทุนประกอบอาชีพ(ร้อยละ 39.3) เป็นที่น่าสังเกตว่าประชาชนฐานรากที่มีการออมเพื่อใช้ยามเกษียณมีเพียงร้อยละ 23.5

 

 

 

เมื่อสำรวจลักษณะการออมและการลงทุนที่มีในปัจจุบันของประชาชนฐานราก พบว่า กลุ่มตัวอย่าง   มีการออม/การลงทุน3 อันดับแรก คือ ฝากไว้กับธนาคาร (ร้อยละ 80.3) เก็บไว้ที่บ้าน/ครัวเรือน (ร้อยละ 22.9) และเล่นแชร์ (ร้อยละ 8.5)

 

 

 

 

 

ส่วนเป้าหมายการออม/การลงทุนในอนาคต พบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 40.2มีการตั้งเป้าหมายที่จะออมเงิน/ลงทุนโดยมีเป้าหมาย3 อันดับแรก คือ สำรองไว้ยามฉุกเฉิน (ร้อยละ 29.7) เพื่อการศึกษา (ร้อยละ 29.1) และใช้จ่ายยามเจ็บป่วย (ร้อยละ 27.5) อุปสรรคสำคัญที่ไม่สามารถออมเงินได้คือไม่มีเงินเหลือไว้ออม (ร้อยละ 52.3) มีเหตุจำเป็นต้องใช้เงิน(ร้อยละ 24.2) และมีภาระหนี้สิน (ร้อยละ18.6)

 

        เมื่อสอบถามถึงช่องทางในการทำธุรกรรมการฝากเงินพบว่า3 อันดับแรกคือ สาขาของธนาคาร(ร้อยละ 89.8)เครื่องฝากเงินสด (ร้อยละ 68.8)และMobile/ Internet Banking(ฝากโอน) (ร้อยละ 18.4)ทั้งนี้ จากผลสำรวจจะเห็นว่ากลุ่มคนฐานรากยังคงนิยมใช้บริการผ่านบุคคลที่สาขาของธนาคารซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ธนาคารออมสินไม่มีนโยบายลดจำนวนสาขาลง เพื่อรองรับการให้บริการกับลูกค้าและประชาชนในทุกพื้นที่ต่อไป

 

สำหรับความคิดเห็นของประชาชนฐานรากกับ “บัญชีเงินฝากพื้นฐาน” พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 92.3 คิดว่าการเปิดบัญชีเงินฝากพื้นฐานเป็นเรื่องที่ดีเพราะ ไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้า/รายปีของการใช้บัตร ATM ช่วยเหลือผู้สูงอายุให้มีเงินออม และไม่กำหนดเงินฝากขั้นต่ำ ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 7.7 เห็นว่าไม่ควรกำหนดเรื่องเกณฑ์อายุ เกณฑ์รายได้ และควรจ่ายดอกเบี้ยพิเศษกว่าปกติ เป็นต้น