“ลลิลพร็อพเพอร์ตี้” ผลงานครึ่งปีแรก กำไรเติบโตกว่า 41%

0
311

บริษัท ลลิลพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (LALIN) มองเศรษฐกิจไทยมีทิศทางที่ดีขึ้น รับแรงสนับสนุนจากภาคการส่งออกและท่องเที่ยวขยายตัว รวมถึงแผนการลงทุนของภาครัฐทั้งนี้บริษัทฯ มีแผนเดินหน้าขยายธุรกิจต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังหลังจากทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในช่วงครึ่งปีแรกโดยรอบ 6 เดือนแรกของปี 2561 บริษัทฯ มียอดรับรู้รายได้ 2,082 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ402ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง41% จากปีก่อนหน้านับเป็นการขยายตัวติดต่อกันมาตลอด 3 ปีพร้อมกันนี้ เตรียมประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้กับผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 0.165บาทโดยกำหนดวันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 30 สิงหาคม2561 และจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในวันที่  7 กันยายน 2561

นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ลลิลพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (LALIN) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ภายใต้คอนเซ็ปต์“บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี” เปิดเผยถึงภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาส 3 และ 4 ปี 2561 ว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยภาพรวมทั้งปี2561 น่าจะเห็นการขยายตัวราว 4 – 4.5%โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดี อีกทั้งเริ่มเห็นสัญญาณการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนมีทิศทางที่ดีขึ้น ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐเริ่มกลับมาขยายตัวในช่วงครึ่งปีหลัง อย่างไรก็ดีภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงต้องเฝ้าติดตามการเติบโตของเศรษฐกิจไทย เพราะแม้จะมีการขยายตัว แต่ยังคงเป็นการเติบโตที่กระจุกตัวในบางอุตสาหกรรมนอกจากนี้ยังมีปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ทรงตัวในระดับสูงเป็นตัวฉุดกำลังซื้อในประเทศ และความเสี่ยงจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งกระทบต่อกำลังซื้อเช่นเดียวกัน ในส่วนปัจจัยเสี่ยงนอกประเทศต้องติดตามประเด็นสงครามการค้าระหว่างประเทศ หากลุกลามอาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจของโลกและไทยได้

ทั้งนี้ ในเชิงกลยุทธ์บริษัทฯ ได้ประเมินทิศทางเศรษฐกิจไว้แล้วตั้งแต่ช่วงต้นปี จึงมีแผนธุรกิจที่สอดรับกับสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง ส่งผลให้บริษัทฯ มีผลประกอบการที่เติบโตได้ดี โดยในรอบไตรมาส  2 ปี 2561 บริษัทฯ มียอดรับรู้รายได้รวม1,119.6 ล้านบาทขยายตัวราว27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 และมีกำไรสุทธิ219.7ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนราว29% นับเป็นการเติบโตในอัตราที่สูงกว่า 25% ต่อเนื่องตลอดช่วง 2 ปีกว่าที่ผ่านมา ทั้งนี้ในรอบครึ่งปีแรกบริษัทฯ สามารถทำยอดขายใหม่ได้กว่า2,800 ล้านบาท ซึ่งทำได้สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ จึงมั่นใจว่าภาพรวมในปีนี้จะสามารถทำได้ดีกว่าเป้าที่ตั้งเอาไว้

สำหรับผลประกอบการรอบ 6 เดือนแรกของปี 2561 บริษัทฯ มียอดรับรู้รายได้ที่ 2,082 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิที่ 402 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 41% จากปีก่อนหน้าถือเป็นการขยายตัวติดต่อกันมาตลอด 3 ปีทั้งนี้บริษัทฯ ได้ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้กับผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 0.165 บาท กำหนดวันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 30 สิงหาคม2561 และจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นทุกท่านในวันที่ 7 กันยายน 2561

ในแง่โครงสร้างเงินทุน ถึงแม้ว่าบริษัทฯ มีการขยายโครงการอย่างต่อเนื่องแต่ยังคงรักษาระดับ Gearing ได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมมาก ส่วนหนึ่งเกิดจากการบริหารจัดการรอบการดำเนินธุรกิจได้เร็วทำให้มี Internal Cash Flowมาใช้ในการขยายธุรกิจ ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส2 บริษัทฯ มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) อยู่ที่0.76เท่า ปรับลดลงจาก ณ สิ้นไตรมาสแรก ซึ่งอยู่ที่ 0.82 เท่าโดยอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนดังกล่าว นับว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ราว1.40 เท่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง และศักยภาพในการขยายธุรกิจได้อีกมากของบริษัทฯในอนาคต

นายชูรัชฏ์กล่าวถึงแผนธุรกิจในช่วงไตรมาส 3 และ4 ของปี 2561 ว่าบริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องโดยเตรียมเปิดโครงการใหม่อีก 2 โครงการภายในเดือนสิงหาคมนี้  และในช่วงที่เหลือของปีคาดว่าจะเปิดโครงการใหม่อีกราว 3 – 4 โครงการ ซึ่งเป็นไปตามแผนกลยุทธ์ที่กำหนดไว้ ที่เน้นด้าน Quality, CRM และ Service Mind นอกจากนี้เตรียมรุกไปข้างหน้าด้วยการเน้นทำตลาดเชิงรุก ทั้ง Online Marketing และ Offline Marketing โดยเลือกสื่อและเครื่องมือที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าและทำเล ตลอดจนมีการเพิ่มงบประมาณในส่วนของ e-Marketing เนื่องจากเป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพ สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้เฉพาะเจาะจง ซึ่งช่วยให้การใช้งบการตลาดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นทั้งนี้มั่นใจว่าทั้งปี 2561บริษัทฯ จะสามารถเติบโตได้เป็นตามเป้าหมายยอดรับรู้รายได้ที่ตั้งไว้เมื่อต้นปีที่ 4,000 ล้านบาท อย่างแน่นอน