ธนาคารกรุงเทพรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2561 จำนวน 9,194 ล้านบาท

0
354

เศรษฐกิจไทยในไตรมาส2ปี2561ยังเติบโตได้ดีต่อเนื่องจากภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวดีรวมถึงเศรษฐกิจภายในประเทศที่เริ่มส่งสัญญาณการฟื้นตัวอย่างชัดเจนมากขึ้นจากทั้งการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนด้านการบริโภคของภาคเอกชนขยายตัวดีขึ้นจากเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่อเนื่องโดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากครัวเรือนนอกภาคเกษตรโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูงที่รายได้ขยายตัวดีต่อเนื่องส่วนการลงทุนภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้นจากภาคธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของภาคการส่งออกและเริ่มมีการลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตกอปรกับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐและโครงการEastern Economic Corridor ที่มีความชัดเจนมากขึ้นซึ่งเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและส่งเสริมบรรยากาศการลงทุนอีกทั้งจะช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศอย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังคงมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกหลายด้าน เช่นผลกระทบจากการตอบโต้ทางการค้าที่รุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐฯและประเทศเศรษฐกิจสำคัญและความผันผวนในตลาดการเงินตามการเคลื่อนไหวของดอกเบี้ยและค่าเงิน

จากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจดังกล่าวธนาคารจึงยังคงแนวทางการบริหารฐานะการเงินด้วยความรอบคอบและระมัดระวังควบคู่กับการรักษาสภาพคล่องและเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่สามารถรองรับการขยายธุรกิจในอนาคตและความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดขึ้นเพื่อให้ธนาคารมีเสถียรภาพทางการเงินที่ยั่งยืน

สำหรับไตรมาส 2 ปี 2561 ธนาคารกรุงเทพและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจำนวน9,194ล้านบาทเพิ่มขึ้นร้อยละ14.3จากไตรมาส 2 ปี 2560โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจำนวน17,573ล้านบาทเพิ่มขึ้นร้อยละ6.1และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ร้อยละ 2.33สำหรับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน13,667ล้านบาทเพิ่มขึ้นร้อยละ19.1สาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิจากธุรกรรมเพื่อค้าและปริวรรตเงินตราต่างประเทศ กำไรสุทธิจากเงินลงทุน และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ ซึ่งส่วนใหญ่จากค่าธรรมเนียมจากบริการประกันผ่านธนาคารและบริการกองทุนรวมสำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานมีจำนวน13,376ล้านบาทเพิ่มขึ้นร้อยละ4.1ขณะที่อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ร้อยละ42.8

ณสิ้นเดือนมิถุนายน 2561ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อจำนวน2,065,487ล้านบาทเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1จากสิ้นปี 2560 จากสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่และสินเชื่อกิจการต่างประเทศสำหรับอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อรวมอยู่ที่ร้อยละ3.5ขณะที่เงินสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญของธนาคารมีจำนวน147,164ล้านบาทซึ่งอยู่ในระดับที่เพียงพอรองรับความไม่แน่นอนและกฎเกณฑ์ใหม่ที่จะเกิดขึ้น ตามหลักการตั้งสำรองด้วยความระมัดระวัง

ด้านเงินกองทุนหากนับกำไรสุทธิสำหรับงวด 6 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2561 รวมเข้าเป็นเงินกองทุนอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของและอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารและบริษัทย่อยจะอยู่ในระดับประมาณร้อยละ18.0ร้อยละ16.5และร้อยละ16.5ตามลำดับซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ำตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดสำหรับส่วนของเจ้าของส่วนที่เป็นของธนาคารณวันที่ 30มิถุนายน2561มีจำนวน399,850ล้านบาทมูลค่าตามบัญชีเท่ากับ209.47บาทต่อหุ้น