ธนาคารกรุงเทพรายงานกำไรสุทธิ9 เดือนปี 2561 จำนวน 27,229 ล้านบาท

0
165

เศรษฐกิจไทยยังเติบโตได้ดีต่อเนื่องจากภาคการส่งออกที่ยังคงเข้มแข็งและเศรษฐกิจภายในประเทศที่ขยายตัวดีขึ้นแม้จะเผชิญกับความเสี่ยงจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯและการตอบโต้จากประเทศคู่ค้าแต่การส่งออกยังขยายตัวอย่างต่อเนื่องโดยประเทศไทยมีตลาดส่งออกที่หลากหลายการบริโภคของภาคเอกชนขยายตัวดีกว่าที่คาดโดยมีปัจจัยสนับสนุนจากยอดขายรถยนต์ที่เร่งตัวขึ้นและรายได้ภาคเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้นส่วนการลงทุนภาคเอกชนยังคงขยายตัวต่อเนื่องซึ่งบางส่วนเกิดจากการขยายกำลังการผลิตในอุตสาหกรรมที่เน้นการส่งออกนอกจากนี้การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐรวมถึงโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซีมีทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้นซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนอย่างไรก็ดีความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางการค้าตลอดจนผลกระทบต่อการค้าและการลงทุนของโลกยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดมากขึ้น

จากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจดังกล่าวธนาคารจึงยังคงแนวทางการบริหารฐานะการเงินด้วยความรอบคอบและระมัดระวังควบคู่กับการรักษาสภาพคล่องและเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่สามารถรองรับการขยายธุรกิจในอนาคตและความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดขึ้นเพื่อให้ธนาคารมีเสถียรภาพทางการเงินที่ยั่งยืน

สำหรับผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนปี 2561 ธนาคารกรุงเทพและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจำนวน27,229ล้านบาทเพิ่มขึ้นร้อยละ11.1จากงวด9 เดือนปี 2560โดยมีรายได้จากการดำเนินงานจำนวน 92,338 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.3 ซึ่งมาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ6.6ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ร้อยละ 2.38และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นร้อยละ15.7จากการเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิจากธุรกรรมเพื่อค้าและปริวรรตเงินตราต่างประเทศ กำไรสุทธิจากเงินลงทุนและรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ ซึ่งส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากค่าธรรมเนียมจากบริการประกันผ่านธนาคารและบริการกองทุนรวมและค่าธรรมเนียมจากธุรกิจหลักทรัพย์ ขณะที่อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ร้อยละ42.1

ณสิ้นเดือนกันยายน 2561 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อจำนวน2,021,246ล้านบาทเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.9 จากสิ้นปี 2560 จากสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่สินเชื่อลูกค้าบุคคลและสินเชื่อกิจการต่างประเทศสำหรับอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อรวมอยู่ที่ร้อยละ 3.6 ขณะที่เงินสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญของธนาคารมีจำนวน 151,515 ล้านบาทซึ่งอยู่ในระดับที่เพียงพอรองรับความไม่แน่นอนและกฎเกณฑ์ใหม่ที่จะเกิดขึ้น

ด้านเงินกองทุนหากนับกำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 3 ปี 2561 รวมเข้าเป็นเงินกองทุนอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของและอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารและบริษัทย่อยจะอยู่ในระดับประมาณร้อยละ 18.3 ร้อยละ 16.7 และร้อยละ 16.7 ตามลำดับซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ำตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดสำหรับส่วนของเจ้าของส่วนที่เป็นของธนาคารณวันที่ 30 กันยายน 2561 มีจำนวน 404,574 ล้านบาทมูลค่าตามบัญชีเท่ากับ 211.95 บาทต่อหุ้น