คอร์รัปชั่น / โกง / จริยธรรม / จรรยาบรรณ โดย ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม

0
318

ช่วงหลังๆ คำว่า “คอร์รัปชั่น” มีการใช้บ่อยครั้ง เช่น การต่อต้าน“คอร์รัปชั่น” เป็นต้น เพราะรู้สึกว่าคนทั่วไป จะเข้าใจได้ดีกว่าคำไทยๆ ทั้งที่เป็นคำต่างด้าว

มีหลายคนก็ใช้ว่า “ทุจริตประพฤติมิชอบ” ซึ่งก็ยาวหน่อย เพราะมีถึง 7 พยางค์ และต้องถามต่อว่า  “ทุจริต” คืออะไร และ “ประพฤติมิชอบ” อย่างไร

ที่จริง “คอร์รัปชั่น” นั้นก็คือ “โกง”

“โกง”  น่าจะเข้าใจได้ง่ายๆ ถ้าจะบอกว่า ก็คือ การใช้อุบายเล่ห์เหลี่ยมหลอกลวง หรือ ยักยอกสิ่งที่ไม่ควรได้มาเป็นของตน หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ

การผิดศีล ข้อ 2 (ยักยอก) และข้อ 4 (หลอกลวง) นั่นเอง

เมื่อใช้เล่ห์ยักยอกสิ่งที่ไม่ควรได้มาเป็นของตน ก็ย่อมทำให้อีกฝ่ายหนึ่ง เสียในสิ่งที่ไม่ควรเสียไป เช่น

การที่ผู้บริหารเรียกรับผลประโยชน์จากบุคคลภายนอกที่มารับจ้าง หรือขายสินค้าให้บริษัท หรือหน่วยราชการที่ตนทำงานอยู่ ก็ย่อมทำให้บริษัท / ราชการ เสียหาย เพราะต้องจ่าย “ค่าจ้าง” หรือ “ราคา” มากกว่าที่ควร เพราะสามารถเจรจาให้ผู้รับจ้าง / ผู้ขาย ลดราคาลงเท่ากับหรือมากกว่าส่วนเกินที่ต้องจ่ายลงได้

การที่พนักงาน /ข้าราชการทำงานไม่เต็มที่ ทำงานน้อยกว่าที่ตกลงตามสัญญาจ้างแรงงาน หรือ โกงเวลาทำงาน ไม่ว่าจะแจ้งเท็จว่าป่วย ทั้งๆ ที่ไม่ได้ป่วย ก็เข้าข่ายเป็นการ “โกง” ประเภทหนึ่ง

ในทางกลับกัน การมีจิตอาสาทำงานเพื่อสาธารณะกุศล การออกค่าใช้จ่ายบางส่วนเอง ทั้งๆ ที่มีสิทธิ์เบิกได้ตามระเบียบ การเอาใจจดจ่อกับความสำเร็จของงานที่ทำ หรือทำงานมากกว่าที่ตกลงหรือมุ่งคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก ก็ควรจะถือเป็นความเสียสละและเป็นความดีความชอบ เพราะเป็น “การเสียสละผลประโยชน์ส่วนตนเพื่อส่วนรวม” นั่นเอง

คำที่ตรงข้ามกับ “โกง” หรือ Corruptionก็น่าจะเป็น “จริยธรรม” หรือ Ethics

“จริยธรรม” คือ ธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติ หรือ “ศีลธรรม” นั่นเอง

ส่วน Ethics ก็คือMorality ซึ่งมีความหมายตรงกับ“จริยธรรม”หรือ “ศีลธรรม”

อีกคำหนึ่งที่เกี่ยวข้องกัน คือ “จรรยาบรรณ” (Professional Ethics) ซึ่งเป็นการประมวลความประพฤติสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพแขนงต่างๆ ที่ถูกต้องตามจริยธรรม เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณ ชื่อเสียงของวิชาชีพนั้นๆ หรือเพื่อป้องกันการใช้วิชาชีพในการโกงผู้อื่นนั่นเอง

ดังนั้นการที่ผู้รับจ้าง หรือผู้ประกอบวิชาชีพแขนงต่างๆ ทำงานให้มากกว่าหรือดีกว่าที่ตกลงกับผู้ว่าจ้าง ก็ย่อมสมควรได้รับการชื่นชมยกย่องว่าทำงานเกินกว่าความรับผิดชอบ และจะได้รับงานต่อเนื่องไม่สิ้นสุด ทั้งจากผู้ว่าจ้าง และจากการแนะนำต่อเนื่องไปสู่งานอื่นๆ

ตัวอย่างอีกลักษณะหนึ่ง เช่น

ผู้บริหารที่ถือหุ้นบริษัท ตั้งใจบริหารงานให้ผลดีกว่าที่คาดคิดไว้ ทำให้บริษัทกำไรเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้เขาได้รับ “โบนัส” “เงินปันผล” และ ”ราคาหุ้น”ของบริษัทที่เขาถือหุ้นอยู่มากขึ้นด้วย

กรณีนี้เข้าข่าย “ได้ประโยชน์ทั้งคู่” หรือ “WIN-WIN”

จะไม่มีใครต่อว่า ว่าผู้บริหารนั้นทำเพื่อประโยชน์ตนเอง เพราะบริษัทได้รับประโยชน์มากกว่า แต่เป็นผลพลอยได้ที่ทำให้ผลประโยชน์ส่วนตัวเพิ่มขึ้นด้วย

“ผลพลอยได้” ถือว่าเป็น “แรงจูงใจ” ที่ผู้บริหารมีส่วนในการถือหุ้นบริษัท ที่เขาทำงานอยู่ทำให้เขาทุ่มเททำงานมากกว่าปกติ

บริษัทเอกชนจำนวนมาก ใช้วิธีจ่ายโบนัสประจำปี 1 หรือ 2 เดือน เท่าๆ กันทุกคนนั้น ไม่ได้สร้างแรงจูงใจให้ทำงานดีกว่าเกณฑ์เฉลี่ย ซึ่งเป็นแนวความคิดแบบสังคมนิยม (คอมมิวนิสต์) ที่มาจากความเสมอภาคที่ควรจะแบ่งจ่ายเท่าๆ กัน

ในทางกลับกันบริษัทที่จ่ายโบนัสต่างกันตามผลงานหรือความดีความชอบ(Merit Pay)ก็ย่อมจะสร้างแรงจูงใจได้ดีกว่า

จะเห็นจากตัวอย่างบริษัทที่มีผลประกอบการดีเด่นทั่วโลกส่วนใหญ่มักจะมีผู้บริหารหลักเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เพราะรู้สึกมีความเป็นเจ้าของ และมีส่วนได้ส่วนเสียมากกว่าบริษัทที่ผู้บริหารไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้น

ในอีกด้านหนึ่งผู้บริหารยิ่งถือหุ้นในบริษัทมากเท่าไหร่ การโกงบริษัทจะลดลง เพราะการโกงบริษัท ก็คือ การโกงตัวเอง นั่นเอง

ดังนั้น การป้องกันการทุจริตด้วยการออกกฎหมาย กฎระเบียบ และกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่จะสร้างความโปร่งใส เพิ่มการตรวจสอบ ตลอดจนการกำหนดโทษเพื่อปรามการโกงแล้ว การส่งเสริมให้มีส่วนเป็นเจ้าของ การสร้างความรัก “บริษัท” หรือ “องค์กร” ที่ทำงานอยู่ตลอดจนความรัก ในวิชาชีพ เกียรติยศศักดิ์ศรี ชื่อเสียง วงศ์ตระกูล สังคม และ “ประเทศชาติ” ล้วนมีส่วนทำให้ “การโกง” หรือ “ทุจริตประพฤติมิชอบ” หรือ “Corruption”ลดลงได้

แต่จะก่อให้เกิด  “จิตอาสา” ที่พร้อมจะเสียสละ ทุ่มเท ทำงานเพื่อวิชาชีพองค์กร หมู่คณะ สังคม และประเทศชาติเพิ่มขึ้น

 

ดร. ประทีป ตั้งมติธรรม

สิงหาคม 2561