กรุงศรีมองเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 31.15-31.45 จับตาทิศทางกระแสเงินทุน

0
96

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า มีแนวโน้มซื้อขายในกรอบ 31.15-31.45 ต่อดอลลาร์ เทียบกับระดับปิดอ่อนค่าที่ 31.33 ต่อดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังเงินบาททำสถิติแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบกว่า 5 ปี ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นมูลค่า 1.03 หมื่นล้านบาท แต่ขายพันธบัตร 7.1 พันล้านบาท ขณะที่เงินดอลลาร์อ่อนค่าเทียบกับสกุลเงินสำคัญส่วนใหญ่ท่ามกลางความหวังเกี่ยวกับการบรรลุข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ กรุงศรี มองว่า ความชัดเจนที่ว่าสหรัฐฯ จะเลื่อนเวลาการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนออกไปจากวันที่ 1 มีนาคมช่วยลดความกังวลเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และเป็นปัจจัยบวกต่อทิศทางกระแสเงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยได้ในระยะนี้ ส่วนจุดสนใจหลักจะอยู่ที่การแถลงแนวโน้มเศรษฐกิจต่อสภาคองเกรสของประธานเฟดหลังรายงานการประชุมเฟดวันที่ 29-30 มกราคม ส่งสัญญาณว่า เฟดมีแผนที่จะหยุดปรับลดขนาดงบดุลในอนาคตอันใกล้ แต่เฟดยังคงหารือกันในประเด็นที่ว่า จุดยืนในการใช้ “ความอดทน” ต่อนโยบายดอกเบี้ยจะดำเนินต่อไปนานเพียงใด แม้ผู้กำหนดนโยบายบางรายเห็นว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยจะเป็นสิ่งจำเป็นก็ต่อเมื่อเงินเฟ้อสูงเกินคาด แต่บางรายมีความเห็นว่าหากเศรษฐกิจเป็นไปตามคาด การปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ยังคงเหมาะสม

สำหรับปัจจัยในประเทศ กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยการส่งออกของไทยเดือนมกราคมปรับลดลง 5.65% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ส่วนยอดนำเข้าเพิ่มขึ้น 13.99% ทำให้ไทยขาดดุลการค้าสูงถึง 4.03 พันล้านดอลลาร์ โดยสินค้าที่ส่งออกลดลง ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ทองคำ และรถยนต์ ขณะที่การส่งออกไปจีนติดลบ 16.7% แต่ส่งออกไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 8.3% ส่วนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดือนมกราคมอยู่ที่ 3.72 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.91% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเติบโต 10.29% ขณะที่รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติขยายตัว 2.39% ในภาวะเช่นนี้เรายังคงจับตาภาวะเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงผลกระทบต่อตลาดการเงินอย่างใกล้ชิด หากสถานการณ์ไม่ย่ำแย่ไปกว่าที่ประเมินไว้ เราคาดว่ามีโอกาสที่ทางการจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 2.00% ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้เพื่อดูแลความเสี่ยงด้านเสถียรภาพต่อไป