กรุงศรี มองเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 31.15-31.50 จับตากนง.หลังบาทแข็งค่ามากสุดในเอเชีย

0
110

ลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า มีแนวโน้มซื้อขายในกรอบ 31.15-31.50 ต่อดอลลาร์ เทียบกับระดับปิดแข็งค่าที่ 31.29 ต่อดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 9 เดือนครึ่ง ในเดือนมกราคม เงินบาทแข็งค่ากว่า 4% สูงที่สุดในเอเชีย ทั้งนี้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นไทยสุทธิ 2.8 พันล้านบาท แต่ขายพันธบัตร 1.1 หมื่นล้านบาทโดยส่วนใหญ่ยเป็นการขายพันธบัตรระยะสั้น  ส่วนเงินดอลลาร์อ่อนค่าเทียบกับสกุลเงินหลักส่วนใหญ่ หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 2.25-2.50% ตามเดิมและระบุว่าเฟดจะใช้ความอดทนก่อนที่จะตัดสินใจปรับดอกเบี้ยในอนาคต 

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ กรุงศรี มองว่า นักลงทุนยังคงลังเลที่จะเข้าซื้อดอลลาร์แม้ว่าตัวเลขตำแหน่งการจ้างงานในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นสดใสเกินคาด ขณะที่ ในการประชุมรอบล่าสุด เฟดตัดทิ้งคำว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป บ่งชี้ว่าการคุมเข้มนโยบายการเงินของเฟดอาจจะใกล้ยุติลงแล้วท่ามกลางความไม่แน่นอนจากปัญหาเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และความขัดแย้งเรื่องงบประมาณสหรัฐฯ โดยประธานเฟดกล่าวว่าเหตุผลที่สนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย “ได้อ่อนแอลง” นอกจากนี้ เฟดระบุว่างบดุลของเฟดอาจมีขนาดใหญ่กว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ สะท้อนทิศทางนโยบายใกล้เข้าสู่ภาวะสมดุล สำหรับสัปดาห์นี้ ตลาดโลกจะให้ความสนใจกับการแถลงนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ และดัชนีภาคบริการสหรัฐฯ รวมถึงการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) หลังจากสมาชิกสภาสหราชอาณาจักรไม่สามารถตกลงกันเพื่อเลื่อนกำหนดระยะเวลา Brexit ออกไป

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีการประชุมวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ซึ่งเราคาดว่าในรอบนี้จะตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.75% ด้วยเสียงไม่เป็นเอกฉันท์ ขณะที่ธปท.กล่าวว่าเงินบาทที่แข็งค่าเร็วจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะนำมาพิจารณาในการประชุมสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ตาม ทางการมองว่าการลงทุนโครงการขนาดใหญ่จะไม่ได้รับผลกระทบแม้ว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล โดยเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่งเพียงพอรองรับการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตได้ โดยเฉพาะการบริโภคที่ยังหนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีนี้ ส่วนปัญหาฝุ่นละออง ธปท.คาดว่ายังไม่กระทบกับการท่องเที่ยว ทั้งนี้ นักลงทุนจะเฝ้าติดตามมุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจการเงินของกนง.เพื่อประเมินทิศทางและจังหวะเวลาสำหรับการปรับดอกเบี้ยในระยะถัดไป